Happy Darwin year 2009!!

posted on 12 Feb 2009 21:39 by repentant in Evolution
 
วันที่ 12 กพ 2009 เวียนบรรจบ ก็ถึงครบรอบวันเกิดชาร์ลส ดาร์วิน ปีที่ 200 แล้วนะครับ!! ในโอกาสนี้อากู๋ Goolge ของเราเลยปั้นโลโก้ให้เข้ากับเทศกาล
 
พวกนี้คือนก Finch แห่งเกาะกาลาปากอส ลักษณะรูปร่างที่วิวัฒนาการจนเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมนี่แหละครับที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญอันหนึ่งของดาร์วินในการอธิบายแนวคิดวิวัฒนาการ (ตอนแรกจงอยปากที่หลากหลายเหมือนนกกระจอก นกแก้วทำให้ท่านนึกว่าพวกมันเป็นนกคนละพันธุ์กัน กระทั่งกลับไปอังกฤษแล้วมีเซียนดูนกบอกว่าทุกตัวคือนก Finchดาร์วินยิ่งร้องอ๋อ)
 
ในโอกาสนี้ กระผมขอสรุปบทความของ Richard Dawkins ที่เขียนลงนิตยสาร Focus มาให้อ่านกันนะครับ
 
"ปรากฏการณ์แห่งชีวิตที่เราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งนั้นสวยงาม ยิ่งใหญ่ และเหมือนจะเหนือความเป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะแม้ว่าวิวัฒนาการจะไม่ได้ขัดกับกฏของธรรมชาติ แต่มันก็ผสมผสานกฏเหล่านั้นให้กลายเป็นผืนผ้าอันงดงามแห่งชีวิต วิวัฒนาการสร้างภาพลวงตาแห่งการออกแบบอย่างแนบเนียนมาหลายศตวรรษ กระทั่งทฤษฏีวิวัฒนาการด้วยการคัดเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติของ Charles Darwin ได้ปัดเป่าม่านหมอกเหล่านั้นออกไป
 
การคัดเลือกตามธรรมชาติเป็นไส้กรองความน่าจะเป็น เป็นกระบวนการที่เก็บหอมรอมริบความเปลี่ยนแปลงทีละน้อยของชีวิตผ่านความตายและกาลเวลาหลายร้อยล้านปีจนแผ่คลุมโลกด้วยสีสันและความหลากหลายซึ่งแทบจะไร้ขอบเขต วิวัฒนาการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งเชื่อมทุกชีวิตบนโลกไว้ด้วยกัน มนุษย์,สัตว์,พืช,เชื้อราและแบคทีเรียต่างเป็นกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มผลิบานเมื่อรุ่งอรุณของโลก"
 
ในความเห็นผมแล้ว ดาร์วิน มีความสำคัญต่อกระบวนการคิดของมนุษย์ยิ่งกว่าไอนสไตน์เสียอีก เพราะในขณะที่ไอนสไตน์มอบอำนาจของพระเจ้าให้มนุษย์ ดาร์วินได้บอกเราว่าความรับผิดชอบในพลกำลังเยี่ยงพระเจ้านั้นอยู่ในมือเราเพราะชีวิตปราศจากอำนาจเหนือธรรมชาติมาดูแลหรือตัดสิน เราต้องสร้างแสงให้ตัวเองแล้วจับมือเดินไปด้วยกันให้พ้นจากความมืด...ความมืดที่ไม่ได้เกิดจากปิศาจแต่เป็นเงาของจิตใจมนุษย์เอง
 
Happy Darwin Day 2009 ครับ 
 
วันนี้ 9 กพ (จริงๆก็เมื่อวาน แต่เมืองนอกเขายังไม่วันที่ 10 นี่) เป็นวาระครบครอบวันเสียชีวิตของ Lucilio Vanini ผู้ถูกประหารชีวิตในปี 1619 ด้วยข้อหาที่อาจหาญตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์กับลิงน่าจะเป็นญาติกัน ท่านผู้นี้เป็นนักคิดร่วมยุคกาลิเลโอ(แต่ไม่โชคดีเท่า)และเรียกได้ว่าคือหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิด Englightenment เลยทีเดียว
 

 
วานินี่เกิดในปี 1585 พอถึงวัยบวชเรียนก็เข้าศึกษาปรัชญาและศาสนวิทยาในกรุงโรม ก่อนจะเข้าบวชเป็นบาทหลวงนิกายคาเมไลท์ในนครปาดัว ก็พอดีช่วงนั้นกระแสความคิดยุคใหม่เริ่มสั่นคลอนวิทยาศาสตร์คริสตจักรแบบเดิมๆซึ่งยึดความคิดอริสโตเติลแบบเข้มงวด วานินี่ก็เลยเริ่มเปลี่ยนความคิดมองอะไรในมุมที่ขัดกับศาสนจักรมากขึ้น กระผมขอเสริมนิดนึงว่าอริสโตเติลเป็นชาวกรีกก็จริงแต่ความคิดของท่านก็ตกทอดผ่านอาณาจักรมุสลิมและคริสต์มาเรื่อย สาเหตุที่ศาสนาอับราฮัมมิคค่อนข้างลำเอียงให้อริสโตเติลก็คงเพราะท่านเชื่อว่าทุกอย่างในธรรมชาติมี Prime Mover หรือผู้ปฐมซึ่งเข้ากับปรัชญาศาสนาพอดี ส่วนปราชญ์กรีกสายที่ไม่เชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติก็มักจะถูกเขี่ยทิ้ง (กรีกเขามีปรัชญาสาย Atomist หรือพวกที่เชื่อว่าจักรวาลประกอบด้วยมูลธาตุเล็กที่สุดด้วยนา อินเดียเองได้ธรรมเนียมอินโดอารยันมาก็ไม่น้อยหน้า สมัยพุทธกาลสำนักของอาจารย์องคุลีมาลยังอ้างว่าไม่ได้ฆาตกรรมใครเพราะฟันดาบผ่านอะตอมเหมือนกัน!)  
 
นักคิดยุคนั้นชีวิตสุ่มเสี่ยงมาก หลายคนอาจบอกว่ากาลิเลโอโดนหนักแล้วแต่อย่างน้อยท่านก็ไม่เสียชีวิต ซึ่งสาเหตุคงมาจากว่าท่านยังคงเคารพศรัทธาในศาสนามากแม้จะถูกนักบวชหาเรื่อง ในขณะที่คนอย่างจิออร์ดาโน่ บรูโน่ ซึ่งสนับสนุนโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เหมือนกันถูกเผาทั้งเป็น เพราะท่านวิจารณ์ศาสนาและพระเจ้าโดยตรง
 
บรูโน่ในงาน Cosplay แต่งเป็น Wizard
 
(เรื่องโลกกลมโลกแบน ใครหมุนรอบใครนี่เขารู้กันมาแต่สมัยกรีกแล้วละครับพอถึงยุคมืดจึงค่อยสาบสูญ ส่วนที่โปรแตสแตนท์มักบอกว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดของแคทอลิกเท่านั้นต้องไม่ลืมว่าทั้งจอห์น คาลวิน กับ มาร์ติน ลูเธอร์ เจ้าตำราโปรแตสแตนท์ก็สนับสนุนดวงอาทิตย์หมุนรอบโลกเหมือนกัน แถมทั้งคู่เคยเขียนบทความต่อว่าผู้เชื่อตามอย่างกาลิเลโอด้วย ที่สองนิกายทะเลาะกันเป็นประเด็น Indulgences ไม่ใช่ปรัชญาวิทยาศาสตร์อะไรเน้อ)
 
เอาล่ะ นอกเรื่องไปแยะแล้ว กลับมาที่วานินี่กันต่อ หลังจากบาทหลวงคาเมไลท์นอกรีตผู้นี้ถูกเพ่งเล็งแพราะแนวคิด ท่านก็ระหกระเหเร่ร่อนไปฝรั่งเศส สวิส อังกฤษ ก่อนจะกลับมาอิตาลีบ้านเกิดอีกครั้ง หลังพยายามเข้าสอนในเจนัวแต่ก็ถูกขับไล่อีกจึงไปฝรั่งเศสและตีพิมพ์หนังสือ"De Admirandis Naturae Reginae Deaeque Mortalium Arcanis"  หรือ “of the marvelous secrets of the queen and goddess of the mortal ones, nature." ในปี 1616 ซึ่งท่านออกแนวคิดว่ามนุษย์กับลิงอาจเป็นญาติกันก็ได้ ก่อนดาร์วินสองร้อยปีทีเดียว
 
เท่านี้แหละ โป๊ะเชะ วานินี่รอดมือกฏหมายอยู่สองปีก่อนจะถูกจับในปี 1618 และถูกพิพากษาเผาทั้งเป็นในข้อหาเป็นคนไร้ศาสนา (Athiest สมัยก่อนอาจเจอโทษตายนะจ๊ะ Richard Dawkins ระวังดีๆล่ะ) แต่ศาลยังมีเมตตา แทนที่จะย่างสดก็ให้ตัดลิ้นแล้วรัดคอจนตาย(ทรมานน้อยกว่ากันหน่อยยย) จากนั้นค่อยเอาศพไปผูกเสาเผากลางแจ้ง จบชีวิตของนักคิดผู้นี้
 

 
ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์ทั้งที่เคร่งศาสนาและไม่มีศาสนาอย่าง วานินี่(ไม่เคร่ง) กาลิเลโอ(เคร่ง) นิวตัน(เคร่งแต่เพี้ยน บ้าเล่นแร่แปรธาตุ) หรือบรูโน่(ไม่เคร่ง) มาเปิดทางให้ยุค Enlightenment ด้วยความคิดว่า เหตุผล การทดลอง นำไปสู่ความจริงไม่ว่าจะขัดศรัทธาเท่าไหร่แล้วละก็ อุ้งมือเหล็กของแนวคิดอริสโตเติลและศาสนจักรก็อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุคหลังคนอื่นๆที่คิดแตกต่างต้องสังเวยชีวิอีก และสังคมปัจจุบันของเราอาจต่างไปจากนี้โดยสิ้นเชิง
 
เนื่องในวันครบรอบวันตาย และเป็นปีดาร์วินพอดี ขอไว้อาลัยให้ Lucilio Vanini ด้วยขอรับ
 
สังคมไหนชอบเผานักปรัชญาน่ะ ระวังเน้ออ