Science

 

ถึงแม้ดูเผินๆวิทยาศาสตร์กับศาสนาจะแบ่งดินแดนกันอยู่ระหว่างโลกธรรมชาติกับเหนือธรรมชาติ จุดตัดระหว่าง"ปัญญา"ทั้งสองขนานก็ยังเกิดขึ้นทุกครั้งที่มนุษย์หยิบปัญญาจากแหล่งเหนือธรรมชาติซึ่ง"สมบูรณ์แบบ"และ"ไร้ทางผิด" มาใช้ตีความโลกธรรมชาติโดยไม่ยี่หระต่อหลักฐานและเหตุผล

ตรงกันข้าม การใช้ความคิดอย่างวิทยาศาสตร์(ซึ่งทุกสิ่งมีเงื่อนไขให้เป็นเท็จได้) มามองโลกนั้นอาจไม่ให้ความมั่นใจ 1,000,000 % อย่างที่เราได้จากศรัทธาความเชื่อ แต่มันก็คือการยอมรับสัจธรรมเกี่ยวกับการเป็นมนุษย์ว่าเราไม่สมบูรณ์แบบและไม่มีวันจะถูกต้องในทุกสิ่ง

ขอแบ่งปันคลิปดีๆ จากสารคดีปี 1973 เรื่อง The Ascent Of Man ที่แตะประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้งให้ท่านๆละกันนะขอรับ

 



Jacob Bronowski นักคณิตศาสตร์ชื่อดังของโลกบอกกับเราว่า

"คนชอบพูดกันว่า วิทยาศาสตร์จะบั่นทอนความเป็นมนุษย์จนเหลือเป็นเพียงตัวเลข นั่นไม่เป็นความจริงอย่างที่สุด  ลองดูด้วยตาตัวเองสิก่อนครับ นี่คือค่ายกักกัน Auschwitz ที่ชาวยิวกว่าถูกสังหารตามคำสั่งของฮิตเลอร์ นี่ต่างหากคือที่ๆมนุษย์กว่าสี่ล้านคนถูกทำลายกลายเป็นเพียงตัวเลข

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะแก๊ซพิษ หากแต่เป็นผลของความหยิ่งผยอง  กฏเกณฑ์ความเชื่อ (ที่ผมจะเอามาพูดวันหลัง) และความโง่เขลา เมื่อใดมนุษย์ที่มั่นใจว่ามีปัญญาอันสมบูรณ์แบบอย่างเทพเจ้าโดยไม่ต้องตรวจสอบด้วยความเป็นจริงพวกเขาก็จะกระทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้

วิทยาศาสตร์คือแขนงของปัญญาที่เป็นมนุษย์มาก เราอยู่ที่ปลายขอบของปัญญาเสมอและเดินไปข้างหน้าด้วยความหวังว่าจะรู้"

ก็น่าเสียดายที่คนชอบมองวิทยาศาสตร์หลายแขนงเป็นภัยคุกคามโลก มากกว่าจะเห็นอันตรายแท้จริงในสมองผู้มีอำนาจที่คิดว่าตนมีสติปัญญาของพระเจ้า

คำขวัญมหาวิทยาลัมผมบอกว่า  Scientia Sol Mentis Est : ปัญญา(ทางวิทยาศาสตร์)คือประทีบของใจ

แต่อะไรคือวิทยาศาสตร์?

เดี๋ยวนี้จะขายอะไรก็ต้องติดป้ายชื่อวิทยาศาสตร์ไปหมด

โอ้ว ซาร่า แถบแม่เหล็กเพื่อสุขภาพก็วิทยาศาสตร์

ไอนสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ก็เป็นวิทยาศาสตร์

พระเจ้าสร้างโลก Intelligent Design ก็เป็นวิทยาศาสตร์

แต่สิ่งเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์จริง หรือแค่มุกหลอกเด็กอย่างซื้อของมาที่บนกล่องเขียนว่า Made in Japan แต่ของข้างในดัน Made in China ซะงั้น

ไหนๆบล็อกนี้ก็จะเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ เราลองมาเข้าใจคำจำกัดความของวิทยาศาสตร์กันก่อนดีไหมครับ ^_^

Science มาจากภาษาละตินว่า Scientia หรือปัญญานั่นเอง ปัญญาทางวิทยาศาสตร์มาจากการใช้ Scientific Method ซึ่งประกอบด้วย

1. ตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกธรรมชาติที่สัมผัสได้

2. หาข้อมูล

3. คิดสมมติฐาน และสิ่งที่จะทำให้สมมติฐานนั้นผิด

4. ทำการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โลกวิทยาศาสตร์ก็เหมือนยุทธจักร ทฤษฏีไหนเป็นใหญ่ก็มีแต่คนอยากโค่นล้ม ฉะนั้นไม่ใช่คนตั้งทฤษฐีอย่างเดียวที่จะทำการทดลอง แต่คู่แข่งจากทั่วโลกจะมาพืสูจน์สมมติฐานด้วย ใครวรยุทธิ์อ่อนด้อย อธิบายไม่ดีพอก็ถูกซัดกระอักเลือดไป

สิ่งที่ทำให้ปัญญาทางวิทยาศาสตร์เหนือกว่าความรู้แขนงอื่นก็คือการที่วิทยาศาสตร์เปิดกว้างให้มีคนมาพิสูจน์ว่าข้อสันนิษฐานดั้งเดิมนั้นผิดได้เสมอ

เอ๊ะ...ถ้าผิดได้แล้วมันเหนือกว่ายังไง? ก็ตรงที่ปัญญาทางศาสนานั้นหากถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ ไม่ว่าจะด้วยการค้านคำสอนในตำราหรือคัมภีร์ก็มักจะนำไปสู่การบั่นทอนในศรัทธาได้เสมอ เพราะสิ่งที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์...ผิดแค่นิดเดียวก็ดูไม่ค่อยน่าศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว

เหมือนใส่บาตรตอนเช้าแล้วตอนเย็นเห็นพระท่านเชียร์มวยโอลิมปิก เป็นใครก็คงสงสัยว่าญาติจะได้ผลบุญหรือเปล่านั่นแล = ='

แต่ปัญญาทางวิทยาศาสตร์ ถึงถูกพิสูจน์ว่าผิดก็ไม่ได้ทำให้กระบวนการหาคำตอบผ่าน Scietific method ด้วย สมมติฐาน การทดลอง มีมลทินแต่อย่างใด เพราะข้อสรุปใหม่ที่ถูกต้องก็มาจากขั้นตอน Scientific method อยู่นั่นเอง

หัวใจของวิทยาศาสตร์จึงอยู่ที่วิธีการ...ไม่ใช่คำตอบขอรับ ^_^

การบอกว่าวิทยาศาสตร์ยังตอบไม่ได้ ใช่หมายความว่าคำอธิบายอื่นจะถูกโดยอัตโนมัติ เพราะมันยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนพิสูจน์ตัวเองที่ขับเคี่ยวเหมือนวิทยาศาสตร

เพราะคำตอบเหนือวิทยาศาสตร์น่ะ นักเขียนตัดแปะอย่างดอกเตอร์ P ก็ให้ได้ และไม่มีทางพิสูจน์แต่อย่างใด

 ส่วนคำถามว่า ถ้าวิทยาศาสตร์อยู่กับโลกที่สัมผัสได้ แต่ศาสนาอยู่กับโลกเหนือสัมผัส แล้วทั้งสองจะมาขวิดกันเป็นส่วนหนึ่งของสงครามวัฒนธรรมได้อย่างไรนั้น อดใจรอนิดครับ