เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา(ซึ่งก็นานแสนนานมาแล้ว) ผมได้ยินว่า บารัค โอบาม่าจะมาหาเสียงที่รัฐเดลาแวร์ ก็เลยถือโอกาสโดดขึ้นรถสหายชาวบัลแกเรียไป จตุรัสรอดนีย์ นครวิลมิงตัน ทันที
บารัค ฮุสเซน โอบาม่า ป่านนี้ใครๆคงจะรู้จักเขาดีแล้วในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต แต่ในตอนนั้นอนาคตโอบาม่ายังไม่แน่นอนเพราะต้องขับเคี่ยวกับฮิลารี่ คลินตัน เพื่อหาตัวแทนพรรค
เห็นชื่อกลาง ฮุสเซน แถมนามสกุลยังคล้าย โอซาม่า แบบนี้ทำเอาพวกอเมริกันตามบ้านนอกและชาวโลกบางส่วนตระหนกตกใจกว่าโอบาม่าเป็นมุสลิม จริงๆไม่ใช่นะครับ ฮุสเซน มาจาก ภาษาอาราบิกว่า"หล่อเหล่า"เฉยๆซึ่งชื่อนี้แขกถือคริสต์,โซโรแอสเตอร์ก็ใช้ ส่วน "บารัค" เป็นภาษาแอฟริกันแปลว่าได้รับพร
ศาสนาของโอบาม่าค่อนข้างเป็นปริศนาอยู่พอควร เพราะคุณแม่ แอนน์ เดอแฮม ไม่นับถือศาสนา ส่วนคุณพ่อ บารัค โอบาม่า ซีเนียร์ ก็เป็นมุสลิมแค่ในบัตรประชาชน สมัยอยู่อินโดเนเซียตอนเด็กโอบาม่าก็เข้าโรงเรียนแคทอลิก และโรงเรียนรัฐซึ่งมีสอนอิสลามในฐานะอีกศาสนาเฉยๆ พอมาทำงานในชิคาโกนี่แหละโอบาม่าถึงค่อยลองเข้าโบสถ์แล้วบอกว่าตัวเองเป็นคริสต์ บางทีผมเลยรู้สึกเหมือนโอบาม่าคงไม่เคร่งเท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำตัวมีศาสนาไว้ในประเทศที่ซีเรียสกับเรื่องนี้อย่างอเมริกา

แอนน์ เดอร์แฮม แม่โอบาม่าเป็นคนขาวแถมเป็นญาติห่างๆกับ ดิค เชนีย์ ด้วย= ='
บารัค โอบาม่า ซีเนียร์ แยกทางกับภรรยาตั้งแต่โอบาม่าอายุ 2 ขวบ ในภาพเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันที่ฮาวายตอนโอบาม่าอายุ 10 ขวบ
...กลับมาเข้าเรื่อง...
ตอนนั้นสำหรับคนอเมริกันหลายๆคนรวมทั้งผมโอบาม่ายังเป็นปริศนา เพราะถึงจะเป็นวุฒิสมาชิกในรัฐสภาอลิลนอยส์อยู่สี่สมัย คนทั่วไปก็เพิ่งรู้จักโอบาม่าตอนเขาออกมาปราศรัยเมื่อปี 2004 เท่านั้น ตอนลงแข่งเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีช่วงแรกๆก็เหมือนจะไม่รอด แต่ความสามารถในการพูดให้แรงบันดาลใจผู้ฟังและสติปัญญาเฉียบคมก็ดึงโอบาม่าให้สูสีกับผู้สมัครคนอื่นขึ้นเรื่อยๆจนตัวเต็งอย่าง ฮิลารี่ ต้องเหลียวมองข้างหลังบ่อยๆ
โดนกระตุกต่อมอยากรู้เสียขนาดนี้ไม่ไปคงไม่ได้
เราออกเดินทางประมาณเที่ยงครึ่งกว่าจะถึงวิลมิงตันก็เกือบเริ่มปราศรัยแล้ว เนื่องจากไม่สามารถอ้าง เอเอสทีวี หรือ ช่องสิบเอ็ด ไปเบ่งได้เราเลยต้องวนหาที่จอดแบบสามัญชนอยู่หลายรอบ จากนั้นฝ่าผู้คนที่มีทุกผิวสีเกือบสองหมื่น
ภาพจากเว็บไซต์โอบาม่า จะเห็นว่าคนมาเยอะมากและมีหน่วยรักษาความปลอดภัยอยู่บนทุกยอดตึก ถนนด้านตรงข้ามก็ถูกปิดเพื่อให้ขบวนวิ่งเข้ามา ทีมงานของกระผม(มีแค่คนขับรถและตากล้อง) เริ่มเดินจากด้านซ้ายของรูปเพื่อหามุมเหมาะๆ
จัตุรัสรอดนีย์ตั้งชื่อตาม Caesar Rodney ผู้ขี่ม้าฝ่าพายุฝนไปเซ็นชื่อลงในคำประกาศอิสรภาพ จริงๆผมก็อยากปีนขึ้นไปบนหลังม้าจะได้เห็นถนัดแต่กลัวถูกสไนเปอร์ส่องหรือไม่ก็รปภ ลากลงมา
เดินไปเรื่อยๆยังด้านขวาของจัตุรัส พอหาที่ยืนได้ก็ปักหลักรอสักพักจนขบวนมาถึง
มาแล้ว!
“ขอบคุณครับเดลาแวร์!” โอบาม่าเปิดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกเปี่ยมพลัง
“หลายคนสงสัยว่าทำไมผมถึงลงสมัครเลือกตั้ง ปธน ในตอนนี้? ผมขอตอบว่าเพราะความเร่งด่วนของสถานการณ์ที่เรารอไม่ได้อีกแล้ว ประเทศของเรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม สิ่งแวดล้อมโลกกำลังอยู่ในวิกฤติ ชาติต้องการความเปลี่ยนแปลง” (โอบาม่าลืมบอกด้วยว่าเศรษฐกิจจะล่มในอีก 8 เดือนด้วย เหอๆ)
ถ้าภาพเล็กไป ขยายให้แล้วครับ^_^
โอบาม่าเปิดปราศรัยด้วยมุกว่าปีนี้คนหนุ่มสาวคงกล้าออกมาโหวตมากขึ้นเพราะไม่มีชื่อ บุช หรือ "ลูกพี่"เชนี ให้เห็นแล้ว เรียกเสียงฮาได้ยกใหญ่เหมือนกัน
ตามด้วยนโยบายภาคประชาชนต่างๆ เลิกการลดหย่อนภาษีบริษัทที่โยกงานออกนอกประเทศ เก็บภาษีมลภาวะแล้วเอาเงินมาลงทุน ให้ทุกคนได้รับสิทธิ์รักษาสุขภาพ แก้ไขระบบการศึกษา เพิ่มเงินเดือนครู สวัสดิการทหารผ่านศึก ชำระหนี้ค่าบ้าน บลาๆๆๆ ถ้าไม่ใช่โอบาม่าพูดคงไม่น่าฟังเท่านี้ :p
ผู้คนตบมือ ร้องเฮและโห่เป็นระยะเมื่อมีการอ้างชื่อบุช แต่น้องหมาที่เจ้าของพามาร่วมงานด้วยดูเบื่อและหนาวเต็มทน ผมเลยขอหันไปถ่ายสักหน่อย

“มันสำคัญเหมือนกันว่าคุณต้องพร้อมตั้งแต่วันแรก แต่สำคัญกว่าคือคุณต้องถูกตั้งแต่วันแรก”
โอบาม่าคัดค้านสงครามอีรักแต่แรกและโหวตค้านการจัดให้อิหร่านเป็นรัฐก่อการร้าย ฉะนั้นความสามารถในการตัดสินใจจึงเป็นอีกหนึ่งจุดขาย ตอนนั้นที่พูดเขาตอบโต้ ฮิลารี่ คลินตัน ล่าสุดเมื่อตอนโต้วาทีกับแมคเคน โอบาม่าก็ใช้วิธีนี้อัดลุงแมคที่สนับสนุนสงครามอีรักเหมือนกัน
ถึงตอนแผนถอนทหารจากอีรักกับแจกทุนการศึกษาโดยการแลกกับการเป็นอาสาสมัคร peace corps หรือ สังคมสงเคราะห์ในเขตยากจน เจ้าหมาน้อยก็ซบเจ้านายหลับไปเรียบร้อยแล่ว
“ผมเปลี่ยนแปลงคนเดียวไม่ได้ นี่แหละเวลาไปไหนผมถึงต้องถามทุกคนว่า พวกคุณพร้อมจะเปลี่ยนหรือยัง พร้อมหรือยังกับโลกอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ที่เป็นอยู่”
โอบาม่ายังลงท้ายว่าพลังแห่งความหวังไม่ได้หมายถึงการหวังอะไรลมๆแล้งๆ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มาก่อน เหมือนกับการสร้างชาติอเมริกา สงครามโลกครั้งที่สองหรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเท่าเทียมของผู้หญิงและคนดำ
“เราต้องลุกขึ้นเพื่อสร้างทิศทางใหม่ให้ชาติด้วยกัน ทุกคนพร้อมหรือยัง?”
“พร้อมแล้ว!”ดังกึกก้อง ถึงตอนนี้ผมเลยขอเจือกร้องไปด้วยแม้จะไม่ได้มีสิทธิ์ออกเสียงกับเขา (แค่ลุ้นว่าคนรู้จักทางนี้จะไม่โหวตอะไรแปลกๆแบบบุชพ่อลูกอย่างละสองสมัยก็พอ)
“ขอบคุณมากครับเดลาแวร์” แล้วโอบาม่าก็ลงจากเวทีไปพร้อมเสียงปรบมือ
ผมออกมาจากงานหาเสียงด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นคือการที่นักการเมืองไม่ได้พูดอย่างเดียวว่า "ผมจะแก้ปัญหาให้คุณ" แต่เป็น "เราทุกคนต้องเชื่อมั่นว่า ประชาชนไม่ใช่แค่เป็นส่วนหนึ่งของระบบแต่เป็นผู้ผลักดันมันไปข้างหน้า"
8 เดือนผ่านมาแล้ว ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม และเชียร์ให้โอบาม่า/ไบเด็นชนะการเลือกตั้ง ยิ่งเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะนี้การมีผู้นำรุ่นใหม่คงเพิ่มความมั่นใจในภาพรวมได้มากขึ้น ยอมรับว่าลุ้นครับ ขนาดอาทิตย์นี้สอบยังจะรอดูดีเบต ไบเด็น VS เพลินอยู่เลย
ถ้าทั้งโลกโหวตได้...โอบาม่าคงชนะไปแล้วล่ะ