ผมคิดว่าการทายนิสัยด้วยกรุ๊ปเลือดเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่สนุกดี โดยเฉพาะเมื่อเราคิดถึงเพื่อนสักคนแล้วนึกอ๋อ ว่าสงสัยไอ้หมอชอบผายลมตอนนั่งด้วยกันเพราะมีเลือดกรุ๊ป A ซึ่งตามตำราบอกว่ามีข้อเสียคือ เห็นแก่ตัว เอาความสบายหูรูดตัวเองเป็นใหญ่แน่ๆ
แต่ทราบไหมครับ ว่าวิชาทายนิสัยผ่านหมู่เลือดมีต้นกำเนิดที่ชั่วร้ายขนาดไหน? และกลุ่มคนต้นคิดนำมันไปประยุกต์ใช้อย่างน่าสยดสยองเพียงใด?
มาย้อนรอยประวัติศาสตร์กันอีกดีกว่าครับ
กรุ๊ปเลือด A,AB,B,O ถูกค้นพบเมื่อปี 1901 นี่เองโดยนักชีวะออสเตรีย(Austria)ชื่อ Karl Landsteiner
สังคมในยุคนั้นเป็นช่วงที่ความรู้วิทยาศาสตร์ทุกแขนง(ไม่เว้นแม้แต่ทฤษฏีวิวัฒนาการ)ถูกนำมาใช้สนับสนุนข้ออ้างทางศาสนาและวัฒนธรรมเกี่ยวกับแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าอีกไม่กี่ปีต่อมา ผลการค้นพบนี้จะถูกนำไปใช้โดยรัฐบาลที่หมกมุ่นกับความศักดิ์สิทธิ์ของเลือดและเผ่าพันธุ์มากที่สุดในศตวรรษที่ 20
นาซีเยอรมันนั่นเอง
ในปี 1926 Otto Reche นักเผ่าพันธุ์วิทยาชาวเยอรมันได้ตั้งสมาคมค้นคว้าหมู่เลือดแห่งเยอรมันขึ้นโดยมีจุดประสงค์คือ"ใช้กรุ๊ปเลือดค้นหาความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์" โดยพวกเขาพบว่า"ยอดมนุษย์"ชาวอารยัน(เชื้อสายเยอรมันผิวขาว ผมทอง ตาฟ้า พระเอกเกมส์ไฟนอล บลาๆ) มักมีเลือดกรุ๊ป A ส่วนพวกยิว ยิปซีหรือ"เผ่าพันธุ์ต่ำ"ซึ่งมาจากทวีปเอเชียกลางมักมีกรุ๊ปเลือด B Reche จึงสรุปว่าแต่เดิมชาวอารยันคงมีกรุ๊ปเลือด A แต่เนื่องจากมีการผสมกับพันธุ์ที่ต่ำว่าจึงมีอัตราส่วนกรุ๊ป B ปะปนเข้ามาด้วย
ฉะนั้นถ้าอยากเป็นยอดมนุษย์อารยันบริสุทธิ์ก็ควรมีกรุ๊ปเลือด A เท่านั้นนะจ๊ะ
Otto Reche ตอนแรกกะว่าถ้าไม่มีรูปในเน็ตจะเอาหมอนี่มาแทน
ถ้าคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วไอเดียของตา Otto ค่อนข้างเพี้ยนอยู่มากเพราะไม่มีกรุ๊ปเลือดไหนที่มีพิเศษเฉพาะเผ่าพันธุ์ ซึ่งพวกนาซีรู้ข้อนี้ดีจึงทิ้งความคิดเรื่องกรุ๊ปเลือดมีผลต่อความเหนือกว่าของเผ่าพันธุ์ไป (ถึงจะเอาความคิดเสียสติพอๆกันไปเขียนกฏหมายกีดกันเชื้อชาติชื่อ Nuremberg law ก็เถอะ) แต่น่าเสียดายที่มีมส์ทางสังคมชั่วร้ายนี้ยังลอยข้ามโลกไปฝังตัวกับอีกสังคมที่บ้าเรื่องเชื้อชาติ สายเลือดสูสีกับนาซีได้
อารยันกิติมศักดิ์(เยอรมันให้ตำแหน่งนี้จริงๆนะครับ)...จักรวรรดิอาทิตย์อุทัย
เมื่อลงจอดที่แดนซากุระ ความคิดเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดก็กลายพันธุ์ไปนิดหน่อยจากการบ่งบอกลักษณะของเผ่าพันธุ์ไปเป็นการบ่งบอกลักษณะทางนิสัยในรายงานปี 1927 ชื่อ"การศึกษาอารมณ์ผ่านกรุ๊ปเลือด" โดย ศจ. ทาเคจิ ฟุรุคาวะแห่งมหาวิทยาลัยสตรีโตเกียว
บทความของฟุรุคาวะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วแม้ตะแกจะทดลองแบบชุ่ยๆโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเพียง 20 คนเท่านั้น รัฐบาลแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นยังโดดมาร่วมวงไพบูลย์โดยประกอบแนวคิดกรุ๊ปเลือดบอกนิสัยเข้ากับการจัดกำลังทหารว่าเลือดกรุ๊ปไหนควรทำหน้าที่อะไร รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสุดยอดทหาร ขบวนการห้าสีขึ้นผ่านการผสมพันธุ์ในหมู่เลือดที่เชื่อกันว่าจะใด้ลูกที่มีลักษณะห้าวหาญอีกด้วย

สูกรุ๊ปอะไรกันบ้าง?
ฟุรุคาวะเองก็ยังไม่หมดไอเดียบวมๆ ประจวบเหมาะว่าเวลานั้นญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเรื่องการลุกฮือของประชาชนในดินแดนยึดครองอย่างจีน ไต้หวัน(สมัยนั้นเรียกหมู่เกาะฟอร์โมซา)และเกาหลี ตะแกเลยทำตั้งเป้าศึกษาครั้งใหม่เพื่อ "ค้นหาปัจจัยหลักในชาติพันธุ์ชาวไต้หวันที่ทำให้พวกเขาลุกฮือและทำตัวป่าเถื่อน"
พูดง่ายๆคืออยากรุ้ว่าคนกรุ๊ปเลือดใดมีแนวโน้มว่านิสัยเป็นกบฏต่อต้านอุ้งบาทาของญีปุ่นบ้าง
เมื่อฟุรุคาวะพบว่าคนไต้หวันกว่า 41% มีกรุ๊ปเลือด O แกจึงทึกทักเหมาเอาว่าคนเลือด O นี่แหละจะต้องมีนิสัยต่อต้านแหงๆ โดยให้เหตุผลว่าชาวไอนุบนฮอกไกโดซึ่งมีเลือด O แค่ 23.8% ไม่เห็นจะก่อกบฏสู้ญี่ปุ่นเลย (ก็แหงท่านยึดฮอกไกโดไปกี่ศตวรรษแล้วล่ะ)
ฟุรุคาวะจึงแนะนำได้น่าสยองว่า...คนญี่ปุ่นควรกลืนชาติพันธุ์ชาวไต้หวันผ่านการแต่งงานให้มากกว่านี้เพื่อลดจำนวนคนเลือดกรุ๊ปโอลง
คราวหน้ามองตารางกรุ๊ปเลือดแล้วมองหน้าเพื่อน ลองคิดบ้างสิครับว่า "หมอนี่มันเผ่าพันธุ์ต่ำกว่ารึเปล่าหว่า?"
...
จริงๆเรื่องกรุ๊ปเลือดทายนิสัยซาไปในช่วงปี 30 เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มเอะใจว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่ แต่พอยุค 70 นักกฏหมาย มาซาอิโกะ โนมิ ก็ขุดผลวิจัยของฟุรุคาวะมาเขียนเป็นหนังสือขายดีหลายเล่มทั้งที่ตัวเองไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาก่อน ด้วยความดังนี่เองมีมส์ทางสังคมตัวนี้จึงกลับมาระบาดในสังคมญี่ปุ่นและเอเซียอีกครั้ง หนักถึงขนาดว่าเด็กถูกจับนั่งด้วยกันด้วยกรุ๊ปเลือด แฟนเลิกกันเพราะเลือดเราเข้ากันไม่ได้ ซาลารี่แมนสัมภาษณ์งานอาจปิ๋วเพราะกรุ๊ปเลือดไม่ถูกกับบริษัท จนสุดท้ายรัฐบาลต้องออกกฏแบนการพูดถึงทฤษฏีนี้ทั้งในวิทยุและโทรทัศน์ช่วยลดปัญหาลง
ก็ปิดฉากวิชาอ่านนิสัยจากกรุ๊ปเลือดที่มีประวัติมืดหม่นไม่น่าอภิรมย์นักลง...แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงเร้อ เพราะผมกรุ๊ป O เลยไว้ใจอะไรง่ายๆมากกว่ากระมัง
ส่วนตัวยังคิดว่าการทำนายนิสัยตามกรุ๊ปเลือดเป็นอะไรที่ขำๆ ช่วยฆ่าเวลา เรียกเสียงเฮฮาจากเพื่อนฝูงอยู่ล่ะนะครับ ก็เหมือนกับเปิดหน้าดวงในหนังสือพิมพ์โดยรู้ว่า 12 ราศี 60 กว่าล้านคน (6 ล้านคน ต่อ 1 ราศี) ต้องมีใครตรงคำทำนายบ้างและวันนี้อาจแจ็คพอตเป็นตูข้าเองนั่นแหละ
แต่เมื่อไหร่ที่คนใช้เรื่องกรุ๊ปเลือดไปด่วนสรุปเกี่ยวกับบุคลิกผู้อื่น ตั้งกฏขึ้นมาในใจจากข้อมูลที่ไม่ได้รับการพิสูจน์เหล่านี้ เราก็กำลังก้าวข้ามเส้นของเหตุผลไปสู่ความบ้าบวมเหมือนนาซีและฟาสซิสต์ญี่ปุ่นผู้ก่อตั้งศาสตร์นี้แล
เลือดน่ะ เอาไว้บริจาคก็พอแล้ว (เครดิตคำพูดคุณ Sleeping forest)
...
ปล. มุมมองทางวิทยาศาสตร์
กรุ๊ปเลือด A,B,AB,O ต่างกันแค่โปรตีนที่อยู่ข้างในเซลล์เม็ดเลือดเท่านั้น และโปรตีนในเลือดก็ไม่สามารถส่งผลกับสมองหรือระบบความคิดหรืออะไรได้อยู่แล้วล่ะครับ :p
เรื่องวิวัฒนาการมนุษย์ตอน3 คงต้องผลัดไปพรุ่งนี้เสียแล้ว T_T