History

 

 
"Here’s to the crazy ones. The misfits. The rebels. The troublemakers. The round pegs in the square holes. The ones who see things differently. They’re not fond of rules. And they have no respect for the status quo. You can praise them, disagree with them, quote them, glorify or vilify them. But the only thing you can’t do is ignore them. Because they change things. They push the human race forward.
  While some see them as the crazy ones, we see genius. Because the people who are crazy enough to think they can change the world, are the ones who do."
 
subtitle ห่วยๆโดยข้าพเจ้า
 
"แด่คนที่ใครๆว่าหาบ้าและพวกนอกคอกซึ่งไม่ยอมทำตามกฏ แด่คนที่ลองมองสิ่งต่างๆจากมุมอื่นและไม่ยอมมีชีวิตอยู่โดยยอมรับสภาพเดิมไปวันๆ
 
 เราอาจจะชื่่นชมพวกเขา ไม่เห็นด้วย เอาคำพูดไปอ้างหรือเหยียดหยาม แต่สิ่งเดียวที่เราทำไม่ได้ก็คือการมองข้ามพวกเขาไป เพราะคนเหล่านี้คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งผลักดันมนุษยชาติไปข้างหน้า
 
สาเหตุที่คนซึ่งใครๆว่าบ้าแต่คนรุ่นหลังกลับเห็นเป็นอัจฉริยะ  ก็เพราะคนที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ ต้องบ้าพอจะคิดว่าตัวเองมีพลังจะทำมัน"
  
 ขอบคุณโฆษณาดีๆจากแอปเปิ้ลนะครับ
 
เผื่อสงสัยว่าใครเป็นใครก็ตามลำดับ
 
 Albert Einstein : ไม่ต้องถาม อัลเบิร์ต ไอนสไตน์
Bob Dylan : บ็อบ ดีแลน นักดนตรี กวีในตำนาน
Martin Luther King, Jr. : สาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้นำการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชน
Richard Branson : มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท Virginผู้ริเริ่มทัวร์อวกาศ
John Lennon : หนึ่งในสี่เต่าทอง จอห์น เลนนอน
R. Buckminster Fuller :ยอดนักประดิษฐิ์ชาวอเมริกัน
Thomas Edison : โธมัส อัลวา เอดิสัน
Muhammad Ali : มูฮัมหมัด อาลี
Ted Turner : เทด เทอนเนอร์ เจ้าพ่อสื่อ
Maria Callas : มาเรีย คาลลาส ยอดนักโอเปร่า
Mahatma Gandhi : มหาตมะ คานธี
Amelia Earhart : อามิเลีย แอฮาร์ต นักบินหญิงคนแรกที่ข้ามแอตแลนติก
Alfred Hitchcock : อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก เจ้าพ่อหนังสยองขวัญ
Martha Graham : มาร์ธา เกรแฮม ผู้บุกเบิกด้าน modern dance
Jim Henson (with Kermit the Frog) : จิม แฮนสัน นักเชิดหุ่น sesame street กับ กบเคอร์มิตของเรา
Frank Lloyd Wright : แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ ยอดนักสถาปัตย์
Pablo Picasso : พาบโล พิคาโซ่
 
แด่โลกที่ดีกว่านี้ครับ
 
ปล. เอ็นทรี่นี้ไม่ได้อุทิศให้พันธมิตรนา!
 

ผมคิดว่าการทายนิสัยด้วยกรุ๊ปเลือดเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่สนุกดี โดยเฉพาะเมื่อเราคิดถึงเพื่อนสักคนแล้วนึกอ๋อ ว่าสงสัยไอ้หมอชอบผายลมตอนนั่งด้วยกันเพราะมีเลือดกรุ๊ป A ซึ่งตามตำราบอกว่ามีข้อเสียคือ เห็นแก่ตัว เอาความสบายหูรูดตัวเองเป็นใหญ่แน่ๆ

แต่ทราบไหมครับ ว่าวิชาทายนิสัยผ่านหมู่เลือดมีต้นกำเนิดที่ชั่วร้ายขนาดไหน? และกลุ่มคนต้นคิดนำมันไปประยุกต์ใช้อย่างน่าสยดสยองเพียงใด?

มาย้อนรอยประวัติศาสตร์กันอีกดีกว่าครับ

กรุ๊ปเลือด A,AB,B,O ถูกค้นพบเมื่อปี 1901 นี่เองโดยนักชีวะออสเตรีย(Austria)ชื่อ Karl Landsteiner

สังคมในยุคนั้นเป็นช่วงที่ความรู้วิทยาศาสตร์ทุกแขนง(ไม่เว้นแม้แต่ทฤษฏีวิวัฒนาการ)ถูกนำมาใช้สนับสนุนข้ออ้างทางศาสนาและวัฒนธรรมเกี่ยวกับแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าอีกไม่กี่ปีต่อมา ผลการค้นพบนี้จะถูกนำไปใช้โดยรัฐบาลที่หมกมุ่นกับความศักดิ์สิทธิ์ของเลือดและเผ่าพันธุ์มากที่สุดในศตวรรษที่ 20

นาซีเยอรมันนั่นเอง

 ในปี 1926 Otto Reche นักเผ่าพันธุ์วิทยาชาวเยอรมันได้ตั้งสมาคมค้นคว้าหมู่เลือดแห่งเยอรมันขึ้นโดยมีจุดประสงค์คือ"ใช้กรุ๊ปเลือดค้นหาความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์" โดยพวกเขาพบว่า"ยอดมนุษย์"ชาวอารยัน(เชื้อสายเยอรมันผิวขาว ผมทอง ตาฟ้า  พระเอกเกมส์ไฟนอล บลาๆ) มักมีเลือดกรุ๊ป A ส่วนพวกยิว ยิปซีหรือ"เผ่าพันธุ์ต่ำ"ซึ่งมาจากทวีปเอเชียกลางมักมีกรุ๊ปเลือด B  Reche จึงสรุปว่าแต่เดิมชาวอารยันคงมีกรุ๊ปเลือด A แต่เนื่องจากมีการผสมกับพันธุ์ที่ต่ำว่าจึงมีอัตราส่วนกรุ๊ป B ปะปนเข้ามาด้วย

ฉะนั้นถ้าอยากเป็นยอดมนุษย์อารยันบริสุทธิ์ก็ควรมีกรุ๊ปเลือด A เท่านั้นนะจ๊ะ

Otto Reche ตอนแรกกะว่าถ้าไม่มีรูปในเน็ตจะเอาหมอนี่มาแทน

 

 ถ้าคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วไอเดียของตา Otto ค่อนข้างเพี้ยนอยู่มากเพราะไม่มีกรุ๊ปเลือดไหนที่มีพิเศษเฉพาะเผ่าพันธุ์ ซึ่งพวกนาซีรู้ข้อนี้ดีจึงทิ้งความคิดเรื่องกรุ๊ปเลือดมีผลต่อความเหนือกว่าของเผ่าพันธุ์ไป (ถึงจะเอาความคิดเสียสติพอๆกันไปเขียนกฏหมายกีดกันเชื้อชาติชื่อ Nuremberg law ก็เถอะ)  แต่น่าเสียดายที่มีมส์ทางสังคมชั่วร้ายนี้ยังลอยข้ามโลกไปฝังตัวกับอีกสังคมที่บ้าเรื่องเชื้อชาติ สายเลือดสูสีกับนาซีได้

อารยันกิติมศักดิ์(เยอรมันให้ตำแหน่งนี้จริงๆนะครับ)...จักรวรรดิอาทิตย์อุทัย

เมื่อลงจอดที่แดนซากุระ ความคิดเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดก็กลายพันธุ์ไปนิดหน่อยจากการบ่งบอกลักษณะของเผ่าพันธุ์ไปเป็นการบ่งบอกลักษณะทางนิสัยในรายงานปี 1927 ชื่อ"การศึกษาอารมณ์ผ่านกรุ๊ปเลือด" โดย ศจ. ทาเคจิ ฟุรุคาวะแห่งมหาวิทยาลัยสตรีโตเกียว

บทความของฟุรุคาวะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วแม้ตะแกจะทดลองแบบชุ่ยๆโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเพียง 20 คนเท่านั้น รัฐบาลแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นยังโดดมาร่วมวงไพบูลย์โดยประกอบแนวคิดกรุ๊ปเลือดบอกนิสัยเข้ากับการจัดกำลังทหารว่าเลือดกรุ๊ปไหนควรทำหน้าที่อะไร รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสุดยอดทหาร ขบวนการห้าสีขึ้นผ่านการผสมพันธุ์ในหมู่เลือดที่เชื่อกันว่าจะใด้ลูกที่มีลักษณะห้าวหาญอีกด้วย


สูกรุ๊ปอะไรกันบ้าง?

ฟุรุคาวะเองก็ยังไม่หมดไอเดียบวมๆ ประจวบเหมาะว่าเวลานั้นญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเรื่องการลุกฮือของประชาชนในดินแดนยึดครองอย่างจีน ไต้หวัน(สมัยนั้นเรียกหมู่เกาะฟอร์โมซา)และเกาหลี ตะแกเลยทำตั้งเป้าศึกษาครั้งใหม่เพื่อ "ค้นหาปัจจัยหลักในชาติพันธุ์ชาวไต้หวันที่ทำให้พวกเขาลุกฮือและทำตัวป่าเถื่อน"

พูดง่ายๆคืออยากรุ้ว่าคนกรุ๊ปเลือดใดมีแนวโน้มว่านิสัยเป็นกบฏต่อต้านอุ้งบาทาของญีปุ่นบ้าง

 เมื่อฟุรุคาวะพบว่าคนไต้หวันกว่า 41% มีกรุ๊ปเลือด O แกจึงทึกทักเหมาเอาว่าคนเลือด O นี่แหละจะต้องมีนิสัยต่อต้านแหงๆ โดยให้เหตุผลว่าชาวไอนุบนฮอกไกโดซึ่งมีเลือด O แค่ 23.8% ไม่เห็นจะก่อกบฏสู้ญี่ปุ่นเลย (ก็แหงท่านยึดฮอกไกโดไปกี่ศตวรรษแล้วล่ะ)

 ฟุรุคาวะจึงแนะนำได้น่าสยองว่า...คนญี่ปุ่นควรกลืนชาติพันธุ์ชาวไต้หวันผ่านการแต่งงานให้มากกว่านี้เพื่อลดจำนวนคนเลือดกรุ๊ปโอลง

คราวหน้ามองตารางกรุ๊ปเลือดแล้วมองหน้าเพื่อน ลองคิดบ้างสิครับว่า "หมอนี่มันเผ่าพันธุ์ต่ำกว่ารึเปล่าหว่า?"

...

จริงๆเรื่องกรุ๊ปเลือดทายนิสัยซาไปในช่วงปี 30 เพราะจักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มเอะใจว่ามันไม่เป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่ แต่พอยุค 70 นักกฏหมาย มาซาอิโกะ โนมิ ก็ขุดผลวิจัยของฟุรุคาวะมาเขียนเป็นหนังสือขายดีหลายเล่มทั้งที่ตัวเองไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาก่อน ด้วยความดังนี่เองมีมส์ทางสังคมตัวนี้จึงกลับมาระบาดในสังคมญี่ปุ่นและเอเซียอีกครั้ง หนักถึงขนาดว่าเด็กถูกจับนั่งด้วยกันด้วยกรุ๊ปเลือด  แฟนเลิกกันเพราะเลือดเราเข้ากันไม่ได้ ซาลารี่แมนสัมภาษณ์งานอาจปิ๋วเพราะกรุ๊ปเลือดไม่ถูกกับบริษัท จนสุดท้ายรัฐบาลต้องออกกฏแบนการพูดถึงทฤษฏีนี้ทั้งในวิทยุและโทรทัศน์ช่วยลดปัญหาลง

ก็ปิดฉากวิชาอ่านนิสัยจากกรุ๊ปเลือดที่มีประวัติมืดหม่นไม่น่าอภิรมย์นักลง...แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงเร้อ เพราะผมกรุ๊ป O เลยไว้ใจอะไรง่ายๆมากกว่ากระมัง

ส่วนตัวยังคิดว่าการทำนายนิสัยตามกรุ๊ปเลือดเป็นอะไรที่ขำๆ ช่วยฆ่าเวลา เรียกเสียงเฮฮาจากเพื่อนฝูงอยู่ล่ะนะครับ ก็เหมือนกับเปิดหน้าดวงในหนังสือพิมพ์โดยรู้ว่า 12 ราศี 60 กว่าล้านคน (6 ล้านคน ต่อ 1 ราศี) ต้องมีใครตรงคำทำนายบ้างและวันนี้อาจแจ็คพอตเป็นตูข้าเองนั่นแหละ

แต่เมื่อไหร่ที่คนใช้เรื่องกรุ๊ปเลือดไปด่วนสรุปเกี่ยวกับบุคลิกผู้อื่น ตั้งกฏขึ้นมาในใจจากข้อมูลที่ไม่ได้รับการพิสูจน์เหล่านี้ เราก็กำลังก้าวข้ามเส้นของเหตุผลไปสู่ความบ้าบวมเหมือนนาซีและฟาสซิสต์ญี่ปุ่นผู้ก่อตั้งศาสตร์นี้แล

เลือดน่ะ เอาไว้บริจาคก็พอแล้ว (เครดิตคำพูดคุณ Sleeping forest)

...

 ปล. มุมมองทางวิทยาศาสตร์

 กรุ๊ปเลือด A,B,AB,O ต่างกันแค่โปรตีนที่อยู่ข้างในเซลล์เม็ดเลือดเท่านั้น และโปรตีนในเลือดก็ไม่สามารถส่งผลกับสมองหรือระบบความคิดหรืออะไรได้อยู่แล้วล่ะครับ :p

 เรื่องวิวัฒนาการมนุษย์ตอน3 คงต้องผลัดไปพรุ่งนี้เสียแล้ว T_T