What it means to be human? บล็อกสดจากขวดดอง
posted on 18 Aug 2008 22:30 by repentant in Evolution, Liveblog, Scienceเป็น repost จากการไปนิวยอร์กเมื่อต้นเดือนมิถุนาครับ = ='
เมื่ออาทิตย์ที่ 1-6 มิถุนาที่ผ่านมา นครนิวยอร์กได้จัดนิทรรศการ World Science Festival ขึ้น โดยเชิญนักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักปรัชญาชั้นแนวหน้าจากทั่วโลกมาอภิปรายเกี่ยวกับศาสตร์แขนงต่างๆร่วมไปกับ การแสดงแสง สี เสียงที่น่าทึ่ง ช่วยปรุงรสให้ผู้ชมรู้สึกซาบซึ้งกับความงดงามของสัจธรรมจากวิทยาศาสตร์ได้อย่างดีเลยทีเดียว
งานที่ผมจับรถไฟคนแน่นเอี๊ยดไปดูคือ “What it means to be human” งานโต๊ะกลมเสวนาหาคำจำกัดความของ“มนุษย์” ผ่านมุมมองของวิชาฟิสิกส์ สังคมศาสตร์ ประสาทวิทยา รวมถึงสาขาใหม่ๆซึ่งในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงความหมายของ”มนุษย์” ไปตลอดกาลอย่างปัญญาประดิษฐ์และพันธุกรรมศาสตร์
งานเปิดได้อย่างน่ารักแม้จะไม่อลังการเหมือนโอลิมปิก ศิลปินไซเบอร์ Jonathan Harris เดินอาดขึ้นเวทีมาอธิบาย"งานศิลป์" ซึ่งสร้างจากโปรแกรมที่แสกนบล็อกทั่วอินเตอร์เน็ตแล้วรวบรวมเฉพาะภาพ กับKeyword บ่งบอกอารมณ์มากำหนดสีต่างๆแล้วเก็บไว้เป็นสถิติ Jonathan บอกว่าด้วยวิธีนี้เขาสามารถรู้ได้ว่าโลกดิจิตอลกำลังอยู่ในอารมณ์อย่างไรและ มีแนวโน้มไปทางไหน
Node อารมณ์วิ่งไปมาอย่างอิสระ
ส่วนอันนี้คือการเลือกภาพที่เหมาะสมมาประกอบกับ Keyword ทางอารมณ์
าพและอักษรส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาทำเป็นงานศิลป์ สนใจชมเพิ่มเติมได้ที่ www.wefeelfine.org
ภาพบางอันติดเรทนะครับ = ='
สำหรับงานเสวนาครั้งนี้ Jonathan ได้สั่งให้โปรแกรมจัดลำดับคำที่ผู้เขียนบล็อกใช้อธิบายความเป็นมนุษย์บ่อยที่สุด ซึ่งผลที่ได้คือ
1.ความรัก
2.การได้อาบน้ำ
3.การได้มองพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า
...ฟังดูธรรมดา แต่ก็ลึกซึ้งไม่หยอก
จากนั้นงานอภิปรายก็เริ่มขึ้นโดย มีชาร์ลี โรสผู้ประกาศข่าวอันดับเอกอุของอเมริกาประจำ PBS เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งแกก็พยายามอย่างดีให้ทุกคนได้เวลาพูดเท่าๆกันก่อนจะหมดชั่วโมงครึ่ง แต่เนื่องจากสมองเฟื่องของนักวิทยาศาสตร์แต่ละท่านต่างเทความคิดออกมาเป็นกระบุง แถมบางช่วงมีมีการส่งอีโก้ไปดวลกันกลางเวที งานเลยเกินเวลาจนผู้ชมไม่ได้ถามคำถาม
ด้วยเหตุนี้กระผมจึงขอสรุปความหมายของ”มนุษย์”ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ แต่ละท่านมาให้แทนนะขอรับ
ท่านผู้มาร่วมงาน ขอไล่จากซ้ายไปขวานะครับ
Paul Nurse นักชีวะเคมีเจ้าของรางวัลโนเบลปี 2001: เท่าที่เรารู้ตอนนี้ ความเป็นมนุษย์อยู่ที่วิธีการทำงานของจิตใจและกลไกของยีนส์บางตัวที่เรามีร่วมกับสัตว์อื่นแต่กลับทำงานต่างกับสัตว์อื่น อยากให้วิทยาศาสตร์ค้นหาช่วยค้นหาคำตอบของความเป้นมนุษย์นี้ต่อไป
Marvin Minsky นักบุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์:
ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการจดจำชีวิตและความตายของบรรพบุรุษจาก
นั้นถ่ายทอดมันสู่ลูกหลานผ่านวัฒนธรรมเช่นเรื่องเล่า นิทาน
เนื่องจากสมองของมนุษย์ที่ใช้จดจำตำนานและคำนวณอนาคตเป็นส่วนเดียวกัน เราจึงใช้ความรู้ที่ได้จากวัฒนธรรมช่วยวางแผนระยะยาวได้
ในอนาคตเครื่องจักรเหมือนมนุษย์ก็จะต้องรู้จักกฎการมองอนาคตแบบนี้เช่นกัน
(มีหยอดมุกตลกนิดหน่อยด้วยว่า
สำหรับตระกูลยิวที่เคี่ยวให้ลูกเรียนเก่งๆแล้ว
กว่าพ่อแม่จะเห็นท่านเป็น”มนุษย์” ก็ตอนได้เข้าโรงเรียนแพทย์โน่นแน่ะ!)
Ian Tattersall นักมานุษยวิทยา ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ American Museum of Natural History:
ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการสื่อสารผ่านสัญลักษณ์,
การตระหนักถึงหน้าที่ของเราในฐานะ”พี่ใหญ่”
ซึ่งต้องดูแลญาติโกโหติกาไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ที่ต่างก็เชื่อมโยงกัน
ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการ
Rosa Reijo Pera นักศึกษาตัวอ่อน: ความเป็นมนุษย์เริ่มขึ้นตั้งแต่สามวันแรกที่เซลล์ทารกเริ่มแบ่งตัว เราเริ่มเป็นมนุษย์ก่อนจะมีสมองของมนุษย์เสียอีก
Daniel Darnett นักปรัชญา, ประสาทวิทยา Atheist (หน้าท่านยังก๊ะซานต้า): เราเป็นมนุษย์เพราะสามารถเข้าใจเหตุและผล, มองเห็นเหตุและผล, ใช้อิสรภาพเลือกการกระทำที่มีเหตุผลมากที่สุดได้ ท่านเสริมด้วยว่าเทคโนโลยีการสื่อสาร เครือข่ายดิจิตอลจะนำไปสู่ระบบประสาทในระดับดาวเคราะห์ที่ทำให้เรารู้สึกร่วมกับคนอื่นมากขึ้น และเข้าใจความหมายว่า”มนุษย์”ของกันและกันมากยิ่งขึ้น
Harold Varmus นักวิจัยโรคมะเร็ง: ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการตั้งสมมติฐานและพิสูจน์มันด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
Francis Collins หัวหน้าโครงการ Human Genome Project โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์:
เราต่างจากลิงชิมแปนซีแค่สองเปอร์เซนต์แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างสำหรับเรา
คือ Hox-Gene ที่ควบคุมการใช้ภาษา
เนื่องจากท่านค่อนข้างเคร่งศาสนาจึงพยายามเชื่อมโยงความเป็นมนุษย์กับจิต
วิญญาณเหนือธรรมชาติ เช่นความรู้สึกซาบซึ้งเวลาได้ยินดนตรีเพราะๆ
หรือการมีกฎศีลธรรมที่แน่นอนตายตัว ซึ่งจุดนี้ท่านก็ถูกคู่สนทนาหลายคนค้าน
(และทำให้การสนทนายาวขึ้นแต่สนุกเป็นเท่าตัว)
ได้อย่างน่าฟังว่าความรู้สึกซาบซึ้งนั้นไม่ได้มีแค่ประสบการณ์ทางศาสนา
หรือกระทั่งเรื่องศีลธรรมที่ตายตัวก็ถูก Patricia Churchland
ที่นั่งถัดไปอีกสองโต๊ะยกตัวอย่างน่าชื่นใจของพุทธศาสนาว่าสำหรับชาวพุทธ
แล้วศีลธรรมไม่ใช่ถูกสวรรค์กำหนด
แต่เป็นเพราะเราสามารถเห็นเหตุ-ผลการกระทำได้ว่าดีหรือไม่ดี
แล้วใช้วิจารณญาณส่วนรวมตัดสินว่ามันถูกศีลธรรมหรือไม่
Jim Gates นักฟิสิกส์ผู้บุกเบิก Super String Theory หน้าดำปึ้ด แต่ผมไอน์สไตน์ซะงั้น = =’: ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการพิศวง โดยท่านเปรียบว่า อย่างเดียวกับที่ทารกแรกลืมตาขึ้นเห็นผู้เป็นมารดา มนุษย์ก็ได้ลืมตาขึ้นแล้วเห็นจักรวาลซึ่งเป็นมารดาของทุกสรรพสิ่ง ตอนนี้เมื่อความรู้มนุษย์กว้างขึ้น เราก็ได้เริ่มเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ของชีวิตกับอวกาศและเวลา ซึ่งสักวันอาจนำไปสู่คำตอบว่า เราเป็นใคร มาจากไหน และเกิดมาทำไมได้
Nicholas Rose นักสังคมวิทยา: เราเป็นมนุษย์ก็เพราะความสามารถในการถามปริศนาเหล่านี้นั่นแหละ...กำปั้นทุบดินไปนิด แต่ก็ทำหลุมได้ลึกไม่หยอก
Patricia Churchland นักประสาทวิทยา: ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความเหมือนและแตกต่างระหว่างสมองของเรากับสัตว์ประเภทอื่นๆ กุญแจน่าจะอยู่ที่ภาษานั่นเอง เพราะภาษาและวัฒนธรรมนำไปสู่ความหลากหลายของอารายธรรมต่างๆทั่วโลกในการ จำกัดความคำว่า”มนุษย์”
Antonio Damasio นักประสาทวิทยาอีกท่าน:
ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์
ทั้งในแง่ของวิทยาศาสตร์และตำนานทางศาสนา
สังคมของมนุษย์เองก็ได้พัฒนาจนมีผลโน้มน้าวการตัดสินใจและการกระทำของเราจน
สร้างคำถามว่าอิทธิพลของมันมีผลเหนืออิสรภาพในการตัดสินใจหรือไม่
ท่านผู้อ่านล่ะครับ เห็นด้วยหรือเห็นต่างกับนักคิดชั้นนำที่มาร่วมงานนี้อย่างไร สำหรับท่านๆ อะไรคือคำจำกัดความของคำว่า ”มนุษย์”?
