I think, therefore I magpie

posted on 21 Jan 2009 19:42 by repentant in Science
 
ความสามารถในการมองกระจกแล้วรู้ว่าเป็นตัวเราเอง ไม่ใช่ใครแปลกหน้าที่ไหนนั้นเป็นความสามารถที่บ่งชี้ถือความรู้ในตัวกู ของกู ในสิ่งมีชีวิต นอกจากมนุษย์แล้วมีเพียงสัตว์มีภูมิปัญญาอย่างลิง โลมาหัวขวด และช้างเอเซียเท่านั้นที่ทำได้ แสดงว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นช่างยิ่งใหญ่จริงๆ
 
แต่ในเปเปอร์ล่าสุดที่ตีพิมพ์ลง PLOS One นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบสิ่งมีชีวิตอีกชนิดนอกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถรู้ตัวเองในกระจกแล้วครับ นั่นคือนกแมกพายยุโรป (ปิก้า ปิก้า) ซึ่งเป็นญาติกับคุณกานั่นเอง
 
 
สวัสดีครับ
 
ในการทดลองนี้นักวิทยาศาสตร์ได้จับนกแมกพายมาติดสีเหลืองใต้คอ(ตามรูปบน)แล้วให้พวกมันมองกระจก ผลปรากฏว่าเจ้านกเริ่มศึกษาเงาในกระจกอย่างสนอกสนใจ ลองสำรวจหลังกระจกดูว่ามีนกตัวอื่นอยู่หรือไม่ จากนั้นก็พยายามแตะจุดสีเหลืองที่ใต้คอตัวเอง ไม่ใช่ในภาพสะท้อนกระจก สิ่งที่ผู้ศึกษาคิดว่าน่าทึ่งที่สุดคือการที่นกพยายามแกะจุดสีใต้คอออกเพราะมันรู้ว่านี่เป็นสิ่งแปลกประหลาดซึ่งตนไม่ควรมี
 
ปฏิกริยาของนกต่อเงาในกระจก มีตั้งแต่ล้วงแคะแกะเกาจนถึงมองไปข้างหลัง
 
จะว่าไปก็ไม่แปลกหรอกครับเพราะนกประเภทกาขึ้นชื่อเรื่องความชาญฉลาดมานานแล้ว คลิปข้างล่างแสดงกาญี่ปุ่นยืมรถยนต์ของมนุษย์มาช่วยบดเปลือกถั่วให้พี่ท่านเล่นอาศัยทางม้าลายให้เป็ประโยชน์ โดยทิ้งถั่วลงไประหว่างรถวิ่ง จากนั้นรอไฟแดงแล้วค่อยเดินลงไปหม่ำเนื้อถั่วอย่างสบายอารมณ์!!
 
 
 
ผลการทดลองนี้สรุปว่ากระทั่งสัตว์ปีกก็ยังสามารถวิวัฒนาการ Self-conciousness หรือความเป็นตัวกูของกูขึ้นมาได้เช่นกัน คุณสมบัติอันเป็นสากลของชีวิตนี่แหละทำให้มนุษย์ที่ไม่ยอมรับความจริงบางส่วนต้องอ้างเส้นแบ่งมั่วซั่วอย่างวิญญาณที่วัดเป็นรูปธรรมไม่ได้มาเป็นเส้นแบ่งของเรากับเดรัจฉาน แทนที่จะเรียนรู้และรักมรดกซึ่งตกทอดมาร่วมกันตั้งแต่รุ่งอรุณของชีวิต
 
ความรักสัตว์ก็มี, อารมณ์โกรธต่อความไม่เที่ยงธรรมสัตว์ก็มี, มองกระจกแล้วรู้ตนตัวก็มี ถ้าจะเรียกสิ่งเหล่านี้อย่างดูถูกว่า"สัญชาติญาณ" นั่นเท่ากับว่ามนุษย์มีแต่สัญชาติญาณเหมือนกันนั่นแหละ
 
ผมนึกถึง Merchant of Venice ขึ้นมาตะหงิดๆ
 
"Hath not a Jew eyes? Hath not a Jew hands,
organs, dimensions, senses, affections, passions; fed with the same
food, hurt with the same weapons, subject to the same diseases,
heal'd by the same means, warm'd and cool'd by the same winter
and summer, as a Christian is? If you prick us, do we not bleed? If
you tickle us, do we not laugh? If you poison us, do we not die?
And if you wrong us, do we not revenge? If we are like you in the
rest, we will resemble you in that."
The Merchant Of Venice Act 3, scene 1, 58–68

 
SRC:  Mirror-Induced Behavior in the Magpie (Pica pica): Evidence of Self-Recognition
Helmut Prior1*, Ariane Schwarz2, Onur Güntürkün
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ป.ล. จะเกิดเป็นคนหรือเดรัจฉาน วิญญาณก็เหมือนกันครับ ชีวิตกับวิญญาณในศาสนาพุทธไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เรียกว่าเป็นเดรัจฉานเพราะจิตไปเกิดแบบนั้น

มันก็เหมือนการแบ่งชนชั้นที่สมัยก่อนมีไพร่แล้ว ก็ยังมีทาส
รู้สึกว่านกหลายชนิดก็ทำได้ครับ ไม่ใช่แค่พวกแมกพาย

และรู้สึกที่ทำได้มักจะเป็นพวกที่ใช้สายตามากกว่าประสาทสัมผัสอื่นๆ

หมาแมวยังทำไม่เป็นเลย *-*"
#4 พรหมชาลสูตร?

เป็นพระสูตรที่มักโดนกล่าวอ้างว่า พุทธก็สอนเรื่องสร้างโลก แต่เนื้อเรื่องจริงๆออกจะเปรียบเปรยคำสอนพราหมณ์มากกว่า แต่อ่านสนุกดี

open-mounthed smile

#18 By house on 2009-01-22 09:26

ฉลาดมากก็น่ากลัวครับsad smile

#17 By iQ180 on 2009-01-22 07:23

เป็นการทดลองที่น่าสนใจจริงๆครับ
ไม่นึกว่ากาจะฉลาดไปได้ถึงขนาดนี้

#16 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-01-22 00:00

กาตัวดำใช่ใจดำไม่ มนุษย์ไซร้ไหม้หม่นดั่งขนกา ...


สวัสดีครับ นี่หมายถึงคำทักทายของนกในรูปใช่มะ ?

#15 By fueyZ on 2009-01-21 23:40

ยอดคุณกา

#14 By ~NuDeE~ on 2009-01-21 23:12

ชอบคำในเวนิสวานิช มากทีเดียว

ชวนให้นึกถึงคำของ Spinoza ที่ว่า
"มนุษย์ไม่ได้มีศักดิ์สูง หรือต่ำกว่าสิ่งใดในโลกเลย เพราะทั้งมวลก็คือพระเจ้า เราจึงควรรักทุกสิ่ง เพราะนั่นเท่ากับเรารักพระเจ้า"

#13 By Lagnadan on 2009-01-21 22:35

มนุษย์มักจะยกตัวเองสูงกว่าผู้อื่นเสมอค่ะ

ความทะนงที่คิดว่าตัวเองฉลาดล้ำนั่นแหละที่ทำให้โง่ลงเรื่อยๆ = =

#12 By ฉันคือรั้ว on 2009-01-21 21:53

#9

ทฤษฎีวิวัฒนาการ ก็วิวัฒน์ไป ครับ กฏแห่งกรรมจะเป็นตัวแบ่งแยกว่า จิตอันนั้น ควรไปเกิดในสัตว์ชนิดไหน

กัมมัง สัตเต วิภะชะติ
กรรมย่อมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์
(หยาบ หรือ ละเอียด, ดี หรือ เลว)

สมมุติว่า คนสมัยก่อนเป็นลิง มีความเป็นอยู่แบบลิง ๆ จิตจำนวนหนึ่ง ที่สมควรมาเกิดเป็นคนหน้าลิง ก็จะจุติลงมาเกิด ครับ ส่วนพวกที่คุณธรรมสูงกว่านั้น ก็จะไม่เกิดในยุคนั้น ครับ

ต่อมา พอลิงวิวัฒน์เป็นคนแล้ว จิตอีกพวกหนึ่ง ที่มีบุญเยอะกว่าพวกแรก ถึงจะลงมาเกิด ครับ

เรื่องพวกนี้ พอจะแพลม ๆ ได้จากหนังสือที่อ่านมา แต่ลึก ๆ มาก ๆ ไม่ควรไปคิด ครับ เป็นเรื่องของ "อจินไตย"

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#11 By Dhammasarokikku on 2009-01-21 21:51

คลิปนี้ ตอนเรียนวิชานก อ.ก็เอามาให้ดูค่ะ
ดูแล้วก็ถึงกับอึ้ง เอ้อ ฉลาดจริงๆแฮะ
เหมือนเคยดูในรายการ Mega Claver แต่ในรายการนั้นใช้อีกาอะไรสักอย่างนี่แหละ

หลวงพี่ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วทฤษฎีวิวัฒนาการล่ะครับ...สงสัย embarrassed

#9 By นักรบ on 2009-01-21 21:09

ดูคลิปกาแล้วแบบว่า.. ฉลาดมากครับ

ผมว่า อย่าว่าแต่สัตว์เลย
แค่คนด้วยกันเรายังมีการแบ่งชนชั้นกันเลยครับ

#8 By ไอ้แพท.. on 2009-01-21 21:06

"ผลการทดลองนี้สรุปว่า กระทั่งสัตว์ปีกก็ยังสามารถวิวัฒนาการ Self-conciousness หรือความเป็นตัวกูของกูขึ้นมาได้เช่นกัน ความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิตนี่แหละทำให้มนุษย์ที่ไม่ยอมรับความจริงจึงต้อง อ้างเส้นแบ่งมั่วซั่วอย่างวิญญาณที่วัดเป็นรูปธรรมไม่ได้มาเป็นเส้นแบ่งของ เรากับสัตว์ แทนที่จะเรียนรู้และรักมรดกซึ่งตกทอดมาร่วมกันตั้งแต่รุ่งอรุณของชีวิต"

เคยมีนักวิจียที่ค้นคว้าเรื่องนี้พูดว่า

"ทุกครั้งที่เราพบหลักฐานใหม่ๆ พวกเขาต้องรีบเปลี่ยนแปลงคำจำกัดความเดิมๆ เพื่อหลีกหนีจากความเป็นจริงที่เราค้นพบ เพื่อให้พวกเราต้องพยายามหาหลักฐานเรื่อยไปไม่สิ้นสุด

ทำไมพวกเขาไม่หยุดที่จะคิดว่า สิ่งที่พวกเราค้นพบนั้น มีความหมายยิ่งใหญ่ขนาดไหน"

#7 By ☆☆☆ on 2009-01-21 21:02

นกนี่ฉลาดจริงๆแฮะ

ชอบประโยคปิดท้ายมาก เราก็เป็นคนพอๆกับคนอื่น
ขอบคุณมากเลยครับหลวงพี่ ^_^ เข้าใจขึ้นเยอะเลย

#5 By Repentant on 2009-01-21 20:39

ศาสนาพุทธบอกมานานแล้ว ครับว่า สัตว์ก็มีหัวจิตหัวใจ ไม่ต่างจากคน รู้ แต่สื่อสารไม่ได้ เหมือนถูกขังไว้ในกล่องอะไรสักอย่าง ที่ถูกจำกัดความสามารถไว้ ไม่ให้เท่าเทียมมนุษย์

#2 ที่ว่ามาจากพรหม ไม่ใช่ว่า มาจากปากพระพุทธเจ้า ครับ นั่นเป็นความเชื่อของศาสนาอื่น พวกพราหมณ์-ฮินดูกระมัง

ที่ว่า มาจากพรหม มาจากว่า โลกร้างจากสิ่งมีชีวิตไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยอำนาจของไฟบรรลัยกัปป์ เหล่าพรหมที่หมดอายุขัย หาที่เกิดไม่ได้ จะลงมากินง้วนดิน (คือดินที่ถูกเผาจนร้อนแดง แล้วเย็นลง จะมีกลิ่นหอม) พอกินแล้ว เลยมีเนื้อหนังขึ้นมา

ช่วงแรกที่พรหมลงมาเกิด จักมีรัศมีกาย มีแสงในตัวเองเหมือนหิ่งห้อย กาลเวลาผ่านไป คุณธรรมเริ่มเสื่อม แสงในตัวก็หมดไป แล้วจึงเริ่มแยกเพศเป็นชายหญิง

ไม่ใช่เกิดจากปากพระพุทธเจ้าแน่นอน ครับ

ข้อมูลจาก มิลินทปัญหา ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#4 By Dhammasarokikku on 2009-01-21 20:38

ฉลาดมากเลย big smile

#3 By ตุ้ย since 2006 on 2009-01-21 20:33

ความสามารถนี้เขาเรียกว่า MSR ใช่ไหมครับ จำชื่อเต็มไม่ได้... เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นดีครับที่ได้รู้ว่า"ตัวกู-ของกู"เป็นความสามารถ(หรือคำสาป...?)ที่วิวัฒนาการขึ้นมา

เรื่อง "สัตว์เดรัจฉาน-สัตว์ประเสริฐ" เป็นเรื่องที่ทำให้ผมหลุดโทสะได้ง่ายที่สุดเวลาผมมีปัญหากับศาสนาแล้วล่ะครับ และยังไม่เห็นศาสนาไหนเลยครับที่ยอมรับความ"ไม่ประเสริฐ"ของมนุษย์ หรือว่าศาสนาทุกศาสนาก็คือมนุษยนิยมครับ? แม้แต่ในพระไตรปิฎกก็มีเขียนไว้ว่าช้างกับม้าเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดแรกของโลก และคนมาจากพรหม... (ถึงในใจจะค้านว่ามันไม่น่ามาจากปากพระพุทธเจ้าจริงๆก็เถอะ)

#2 By Kasidej on 2009-01-21 20:26

โอ้ว ข้าพเจ้าพยายามจะเม้น blog นี้มาชาติเศษแล้วค่ะ แต่ไม่เคยเม้นได้เลย เพราะเคอร์เซอร์มันไม่ยอมชี้แม้วอะไรทั้งนั้นเลยค่ะ กด link ก็ไม่ได้ กด comment box ก็ไม่ได้ วันนี้เม้นได้นี่นับเป็นชะตาลิขิตแท้ ๆ

ตามอ่านอยู่ ให้กำลังใจค่ะ เขียนต่อไปนะคะ

#1 By K9 on 2009-01-21 20:23