5 นิยายไซไฟที่เปลี่ยนโลก

posted on 18 Jan 2009 11:14 by repentant  in Rant
 
หนังสือมีอิทธิพลและบทบาทต่อชีวิตมากมาย ถ้าอ่านเพลินๆเพื่อนำไปคิดต่อมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เรา ถ้าอ่านเพื่อหาความชอบธรรมในการกระทำก็ต้องระวังมันกดขี่เรา หนังสือทำเรื่องเท็จให้เป็นเรื่องจริงก็ได้ อย่างเช่นโลกแบน โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล โลกถูกสร้างในหกวัน หรือเรื่องขวัญกับเรียมที่เป็นนิยายแท้ๆแต่มีการไปตั้งศาลให้คนกราบไว้ ทั้งที่ท่านอาจารย์ไม้ เมืองเดิมเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2485 ไม่ถึงร้อยปีนี้เอง
 
เรื่องในหนังสือกลายเป็นความจริงได้ถ้าคนเชื่อมากๆ แม้กระทั่งไอเดียในนิยายไซไฟก็เช่นกันเหมือนอย่างลัทธิ Scientology ที่นักเขียนนิยายไซไฟ L Ron Hubbard เป็นผู้คิดให้ตาทอม ครูส เป็นสาวกนั่นแหละ
 
แต่วันนี้ขอเอานิยายไซไฟที่กลายสภาพเป็นนโยบายและแนวคิดทางการเมืองดีกว่า จะได้เห็นว่าเมื่อคนเขียนไซไฟมีจินตนาการกว้างไกล และผู้อ่านมีวิสัยทัศน์มองเห็นเหนือเส้นขอบแห่งจินตนาการ ทุกอย่างก็กลายเป็นความจริงได้
 
1. HG Wells : The War of the Worlds(1898), A Modern Utopia แรงบันดาลใจของเชอร์ชิล
 
 
 
วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้พาประเทศผ่านสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์ตัวยงและท่านชอบอ่านงานของเวลส์มาก ถึงขั้นหยิบคำพูดจากนิยาย War of the Worlds ที่พูดถึงผู้รุกรานดาวอังคารมาอธิบายพวกนาซี งาน A Modern Utopia ที่พูดถึงโลกในอุดมคติอย่างเสรีภาพของผู้หญิงและความก้าวหน้าทางสังคมอื่นๆก็เป็นแรงบันดาลใจให้นโยบายปฏิรูปหลายอย่างของเชอร์ชิลอีกด้วย ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนกันและติดต่อกันจนกระทั่งเวลส์เสียชีวิตในปี 1946
 
 
2. Ayn Rand : Atlas Shrugged(1957) แรงบันดาลใจให้แนวคิด Libertarianism
 
 
ใครเคยเล่นเกม Bioshock จะมีพูดถึงแนวคิด Libertarian ที่เชื่อว่าโลกนี้ไม่ควรมีรัฐหรือบทบาทของฝ่ายปกครองควรน้อยที่สุด รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน เวนคืนทำทางด่วนไม่ได้ ตลาดควรเสรีเปิดกว้างไม่ต้องใช้กฏเกณฑ์อะไรควบคุม(เชื่อในหัวใจที่มองไม่เห็นของตลาด ซึ่งคงเห็นกันจากวิกฤตินี้แล้วนะครับว่าที่ไม่เห็นเพราะมันไม่มีน่ะเสะ 555)
 
นี่แหละครับคือแนวคิด Libertarian ที่ปรากฏในนิยายของ Ayn Rand และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ David Nolan ตั้งพรรค Libertarian ขึ้นในสหรัฐ พรรครีพับลิกันเองก็ติดแนวคิด Libertatian มาบ้าง กลุ่มแนวคิดตลาดเสรีสุดๆในโลกปัจจุบันก็ได้แรงบันดาลใจจากนิยายเรื่องนี้เช่นกันโดยเฉพาะหนึ่งในต้นเหตุ Financial Crisis รอบนี้
 
Alan Greenspan เป็นแฟนนิยาย Ayan Rand ตัวยง อย่าคิดว่าหนังสือไม่มีผลต่อผู้อ่านนะเออ
 
เพิ่มเติม : ขออนุญาตแย้งท่านที่บอกว่า ศก โลกยังไม่ Libertarian จริงนิดนึง ถ้าตอบตามความรู้น้อยนิดของผมคงต้องบอกว่า ศก ที่นักการเมืองกับเจ้าของเป็นเพื่อนกัน ไม่ว่าในไทยหรือเมืองนอกต่างก็ล็อบบี้ให้รัฐบาลลดการควบคุมตลาด บั่นทอนกฏหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มผลกำไร ซึ่งจริงๆมันเป็นไปในทาง Libertarian นี่แหละ ไม่ใช่ตรงข้าม และปัญหาอีกอย่างของ Libertarian คือความสามารถตรวจสอบและควบคุมความจริงต่อส่วนรวมจะน้อยลง โรงเรียนอยากสอนว่าโลกอายุ 6 พันปี หรือไดโนเสาร์อยู่ร่วมกับคนก็ทำได้เพราะรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย ทั้งนี้ทั้งนั้นเลยต้องมีรัฐบาลเป็นคนกำหนดมาตรฐานความจริง ส่วนหน้าที่ประชาชนคือตรวจสอบรัฐบาลยังไงละครับ
 
 
3.  Robert Heilein : Starship Troopers(1959) แรงบันดาลใจให้เทคโนโลยีทหารสหรัฐ
 
 
 
ใครเห็นไอเดียกองทัพสหรัฐทุกวันนี้ก็ต้องทึ่งว่ามันคิดได้ยังไง ทั้งทหารใส่เกราะ Power suit ระบบจรวดโจมตีได้ทั่วโลก  ถึงใครไม่อตามข่าวการทหารอ่านการ์ตูนแนว Redeyes ก็คงได้ภาพคล้ายๆกันถึงจะเวอร์ไปหน่อย ส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้นิยายเรื่องนี้ที่ว่าด้วยทหารหน่วยรบพิเศษใส่เกราะ กระโดดลงจากยานไปสู่เอเลี่ยนต่างดาวนี่ละครับ ใครดูหนังแล้วบอกว่ามันไม่เห็นใส่เกราะพลังอะไรเลยอันนี้ต้องโทษตาผู้กำกับที่เปลี่ยนเนื้อหาหนังสือเอานะ
 
ต้นแบบเกราะพลังงาน!ในนิยายพูดถึงเกราะติดกล้องมองกลางคืน เรดาห์ หูฟังแบบแยกแยะเสียง หน้าจอแสดงแผนที่และข้อมูลสมรภูมิในหมวกคนขับ ซึ่งเพนตากอนก็วางว่า FCS หรือทหารในชุด Future Combat System ต้องมีเช่นกัน
 
คุณ Heilein ยังเป็นแรงบันดาลใจให้แนวคิดอีกหลายอย่าง อย่างใน Starship Trooper ก็พูดถึงว่าประชาชนจะลงคะแนนเลือกตั้งได้ต้องเป็นทหาร 5 ปี 10 ปี ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าได้เสียเลือดเสียเนื้อเพื่อส่วนรวมแล้ว ควรค่าต่อคะแนนเสียงที่พึงได้ จริงๆแนวคิดว่าต้อง"ควรค่า"ก่อนถึงมีส่วนร่วมในระบบการเมืองได้ฟังดูกไม่ใช่ประชาธิปไตยเท่าไหร่ แต่จริงๆโรมันก็มีกฏคล้ายแบบนี้ เสื้อเหลืองเองก็โวยวายจะเอาช่วงประท้วงเหมือนกัน
 
ผมก็กึ่งๆเห็นด้วยนะ แต่คิดว่าเรายังคิดระบบที่ Fair จริงๆ ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นประชาชนชั้นสองไม่ได้น่ะ 
 
4. Ernest Callenbach : Ecotopia(1975) แรงบันดาลใจให้กลุ่มเคลื่อนไหวสีเขียว (ชื่อไทย นิเวศรัฐ ขอบคุณ ท่าน  Chubby Chocobo ขอรับ)
 
 
นิยายตีพิมพ์ในปี 1975 เป็นเรื่องแรกที่มองโลกอุดมคิตในแง่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติแวดล้อมอย่างแท้จริง เนื้อเรื่องพูดถึงรัฐที่แยกตัวเป็นอิสระจากสหรัฐแล้วปฏิวัติพลังงานเขียวเพื่อสร้างสวรรค์ขึ้นบนโลก วางแนวคิดการผลิตสินค้าตามสั่งเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากร การผลิตรถมลภาวะต่ำ ซื้อของใช้ในท้องถิ่น พรรค Green Party ที่มีอิทธิพลในยุโรปก็ใช้นิยายเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจเช่นกัน
 
5. William Gibson : Neuromancer(1984) แรงบันดาลใจให้โลกไซเบอร์
 
 
 
นิยายเอกอุของ William Gibson เรื่องนี้ตีพิมพ์ปี 1984 พูดถึงระบบ Internet ที่ทุกคนใช้ตัวแทนเข้าไปอยู่คล้ายๆกับ The Matrix หรือ Ghost in the Shell ที่ตามมาตอนหลัง เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บุกเบิกโลกไซเบอร์สเปซมองกิจกรรมในเนตว่ามันก็เหมือนๆกับโลกจริง คำว่า Cyberspace ที่ใช้ในเรื่องเลยกลายเป็นคำเดียวกับ World wide Web ที่เกิดขึ้นภายหลังนั่นเอง โลกอินเทอร์เนตยังไงก็ต้องเกิดอยู่แล้วละครับ แต่ไอเดียอย่าง Avatar, Virtual Reality ถ้าไม่มี Neuromancer มากระตุ้นคนอาจไม่บ้าทำเร็วขนาดนี้ก็ได้ 
 
แถมอีกอันเพราะเขาแนะนำมาดี
 
 6. Osamu Tezuka : Astro Boy(1951) แรงบันดาลใจสร้างสังคมมนุษย์อยู่ร่วมกับจักรกล
 
 
 
 ท่าน So Gallagher เสนอเรื่องนี้อีกเรื่อง ซึ่งผมว่าก็เป็นงานเขียนสำคัญอีกชิ้นที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นมีความรู้สึกแง่บวกกับแรงงานหุ่นยนต์และวางรากฐานให้ญี่ปุ่นสร้างหุ่นยนต์แบบที่อยู่กับคนได้ขอรับ
 
แรงบันดาลใจ-ลอก มันสำคัญว่ามนุษย์เอาไปได้ไกลถึงไหนนั่นแหละครับ บางคนเขียนนิยายก็เปลี่ยนโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ผมคงไม่หวังอะไรกับ WhiteRoad หรือวงการวรรณกรรมบ้านเราหรอกนะ ฮ่าๆๆๆๆ
 
SRC: Io9,Wikipedia
 
ปล. เอ็นทรี่นี้ทำเนื่องในโอกาสครบรอบ 1000 ปีของนิยายโรแมนซ์เรื่องแรกนะครับ ตาเทราสเฟียร์ว่าจะเขียนเกี่ยวกับนิยายโรแมนซ์ ผมเลยขอแลกด้วยไซไฟที่ตัวเองถนัดบ้างละกัน 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Ecotopia ผมเคยอ่านฉบับแปลไทยที่ชื่อว่า "นิเวศรัฐ"
ช่วงนั้นเลือดอนุรักษ์นิยมพลุกพล่านมากเลยล่ะครับ confused smile

#1 By chubby on 2009-01-18 12:46

โอ้ Internet ก็มีที่มาจากนิยาย confused smile

จริงๆแล้วผมคิดว่านิยายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนความคิดของคนเขียนออกมาน่ะครับ ถ้าคนอ่านอ่านแล้วโดนใจ ก็คงจะนำไปสานต่อ confused smile

Hot!

#2 By SkyKiD on 2009-01-18 12:47

แหม มีกัดชาวบ้านนะคุณดล เพลาๆหน่อยก็ได้

แต่ให้ตายเหอะ นิยายวิทย์ดีๆไม่ค่อยจะมีแปลไทย เศร้าใจจริงๆ แถมไอ้ที่มีก็หาซื้อลำบากยากเย็นเหลือเกิน

นักวิทย์ไทยรุ่นปัจจุบันโตมากับนิยายของจันตรี ศิริบุญรอด แล้วรุ่นต่อไปล่ะ?

ไม่เคยอ่านสักเล่มเลยแฮะ

#4 By Arcobaleno on 2009-01-18 12:56

อื้อหือ คนสำคัญดังๆระดับโลกอ่านนิยายแนวที่เรารู้สึกว่าไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็สงครามหรืออกแนวปรัชญาการปกครองไปเลยนะเนี่ย มีแต่หนังสือยากๆทั้งน้านนนนนนน(โดยเฉพาะการอ่านภาษาอังกฤษ ฮ่าๆ)

ขอบคุณที่นำเกร็ดความรู้มาให้ทราบกันค่ะพี่ อะโปะดาวๆHot!

#5 By Lavenya on 2009-01-18 12:59

ไม่เคยอ่านเลยแฮะ อายจัง sad smile
อย่าเพิ่งถอดใจกับวงการวรรณกรรมบ้านเราสิคะ
แม้ว่าตอนนี้มันจะเอิ่ม... (ไม่พูดดีกว่าเนอะ)
วันนึง หนังสือของไทย อาจจะเป็นแรงบันดาลใจอะไรดีๆซักอย่างก็ได้นา big smile
รู้สึกบางเล่มจะเคยเจอผ่านๆ แต่ไม่เคยคิดจะหยิบมันขึ้นมา เหอๆ เราคงไม่มีแรงบันดาลใจอ่ะมั้ง เราคงมีแต่ ความฝัน แหละแต่ต้องทำให้เป็นจริง big smile big smile big smile
แม้แต่Internetก็มาจากนิยายเหรอเนี่ย

นิยายเองก็เป็นสาเหตุของแรงบันดาลของอะไรหลายๆอย่างเหมือนกันนะเนี่ยbig smile Hot!
Power suit <<< คิดถึง การตูรเรื่อง red eye มากกว่า

sad smile

#9 By herenoi on 2009-01-18 13:32

"แรงบันดาลใจ-ลอก มันสำคัญว่ามนุษย์เอาไปได้ไกลถึงไหนนั่นแหละครับ บางคนเขียนนิยายก็เปลี่ยนโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ผมคงไม่หวังอะไรกับ WhiteRoad หรือวงการวรรณกรรมบ้านเราหรอกนะ ฮ่าๆๆๆๆ"

ฮ่า ฮ่า ฮ่า

#10 By ☆☆☆ on 2009-01-18 15:00

ผมไม่ค่อยชอบอะไรที่ไซไฟเทาไร แต่ชอบโรแมนซ์น่ะ

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile Hot!
ตลาดมันเสรีไม่จริง โทษหนังสือไม่ได้ รัฐยังยุ่งกับชาวบ้านอยู่(เก็บภาษีี)นักการเมืองกับพ่อค้าเป็นพวกก๊วนเดียวกันอีก
ถึงเจ๊งกันระนาว555big smile

#12 By - -)* on 2009-01-18 15:14

ชอบประโยคปิดท้ายของเอนทรี่มากครับ
เพราะมันทำให้ผมเอาไปคิดต่อได้
เอาเป็นว่า กระทู้นี้ก็สร้างแรงบันดาลใจบางอย่างให้ผมด้วยเหมือนกัน
ขอบคุณมากครับที่เขียนบทความดี ๆ

Hot!

#13 By Imaglelio on 2009-01-18 15:20

big smile สตาร์ชิปทรูปเปอร์ เป็นหนังที่มันส์มาก
ตอนที่ดูตอนเด็กๆ แต่ภาคหลังๆ ทำไมถึงแย่กว่าภาคแรก

sad smile ไม่นึกว่าสตาร์ชิปมีแบบเป็นนิยายด้วย
หลายเรื่องเลยเนอะ ที่ทำเป็นหนังแล้ว เนื้อหาในนิยายดูขาดๆ หายๆไป ไม่สมบูรณ์เต็มอิ่มเหมือนตอนเป็นหนังสือ

อ๊ะ แต่อย่าดูถูกไวท์โร้ดนา อาจเป็นแรงบันดาลใจอะไรก็ได้ แต่ผมก็เกลียดนิดนิงนะ เกลียดคนเขียนหล่อเกินหน้าเกินตา อิๆ question

#14 By เศษกระดาษ on 2009-01-18 15:38

ว้า..
ยังไม่เคยอ่านซักเรื่อง sad smile

อันที่จริงไม่ถูกกับแนวไซไฟ เพราะคิดว่ามันคงเเครียดๆเวลาอ่านน่ะค่ะ



big smile


ชอบอ่านอะไรสบายๆมากกว่า
(ไวท์โรด เป็นอะไรที่ .. อืมม อย่าไปพูดถึงเลย)

#15 By HeDw!g on 2009-01-18 16:23

นิยายไซ-ไฟที่น่าสนทั้งน้าน แต่ไม่เคยอ่านเลยสักกะเล่มsad smile

#16 By Thep-aksorn : The Aria Auditor on 2009-01-18 16:29

ช่วงนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านหนังสือในสต็อกซะเลย คงต้องหยิบของใหม่จากที่นี่ไปลองบ้างล่ะbig smile

#17 By talalan on 2009-01-18 16:52

ไม่เคยอ่านซักกะเล่ม open-mounthed smile Hot!

#18 By ตุ้ย since 2006 on 2009-01-18 17:05

ไม่เคยอ่านเลยsad smile

#19 By iQ180 on 2009-01-18 18:23

โอ้ นึกว่าจะมี แฮร์รี่ พอตเตอร์ confused smile


ไม่เคยอ่านซักเล่มเลยแฮะ
แต่ดูถ้าจะเป็นหนังสือผู้ใหญ่น่าดู
รูปแบบเครียดๆไงไ่ม่รู้

#20 By Mugiwara ´´ © on 2009-01-18 18:31

ผมให้ เรื่องเจ้าหนูอะตอมอีกสักเรื่องด้วยล่ะกัน

ไม่ใช่นิยาย ก็เป็นการ์ตูนที่วากรากฐานให้ีญี่ปุ่นเริ่มสร้างหุ่นยนต์โดนคอนเซปที่อยู่กับคนได้ และเป็นเหมือนคน

#21 By So Gallagher on 2009-01-18 19:39

Hot!

เรื่องไวท์โร้ดก็ขำๆ กันไปค่ะ ฮ่าๆๆๆ

#22 By rainorshine on 2009-01-18 20:01

เคยอ่านแต่เล่มแรกนะค่ะ -0-
แต่หนังสือหลายๆเล่มก็ทำไห้โลกเปลี่ยนได้จริงๆนะ

#23 By filtduo on 2009-01-18 20:02

ไม่รู้จักซักเรื่อง... sad smile sad smile 555555

#24 By อิปอร์ช* on 2009-01-18 20:29

starship trooper นี่เรื่องโปรดเลย ฮ่าๆๆ

ป.ล. แล้ว Star wars จะได้กะเขาบ้างป่ะนิ

#25 By Valentina Nunnally on 2009-01-18 20:50

Starship Troopers โอกาสพิมพ์(ใหม่มั้ง)ฉบับแปลไทยน่าจะมีสูงกว่าเล่มอื่นๆ (ของไฮน์ไลน์แปลสม่ำเสมอสุดละตอนนี้) เฮ่อ...อ่านไซไฟระดับอินเตอร์แบบนี้บอกตรงๆว่ายังไม่เจอของไทยเข้าตาสักราย (จะมีเข้าตาก็น้อยยยยยมาก)

#26 By *~citrus~* on 2009-01-18 20:51

น่าสนใจมาก

#27 By *cinnamoroll on 2009-01-18 21:06

เอ่อ อา ไม่เคยอ่านเลยแฮะ ยกเว้นเจ้าหนูปรมนูญ หรือว่า เราตกยุคไปหว่า =_="

แต่เคยดู แต่หนัง starship กับ WOW (เขียนให้เหมือนเกมส์ออนไลน์เกมส์หนึ่ง อิๆ) ต้นฉบับน่าจะเขียนได้มีพลังกว่าหนังนะครับถึงได้ดังได้ ผมว่าดูหนังแล้วรู้สึกแปลกๆ นะสำหรับสองเรื่องนี้

#28 By Elta_kung on 2009-01-18 21:23

ว้าววว
ยังไม่เคยรู้จักซักเรื่องเลยค่ะ
ไซไฟเรื่องเดียวที่เคยอ่านคืออาร์ทิมิส ฟาวล์
ดูเด็กก็อกแก็กไปเลยเมื่อเทียบกับข้างบนนี้

ขอบคุณที่เล่าสู่กันฟังค่ะ

#29 By Giwi on 2009-01-18 22:53

ผมว่าส่วนใหญ่ชีวิตผมก็ไ้ด้อิทธิพลจากการ์ตูนหลาย ๆ เรื่อง นิยายบางเล่ม บทความบางอันนี่แหละนะ

อีกเรื่องคือต้องลงมือทำด้วยล่ะมั้งbig smile confused smile

#30 By 「Mystery☆」 on 2009-01-18 23:33

ไม่เคยอ่านเลยค่ะ แย่จัง

#31 By คุณพู่ on 2009-01-18 23:39

sad smile นึกว่าจะมี 2001: A Space Odisey ติดโผกะเค้านะเนี่ย

#32 By ungtaman on 2009-01-19 02:11

เคยอ่านและผ่านตามาบ้างครับ แต่เรื่อง Ecotopia(1975) นี่สิไม่เคยลองจับเลยแฮะ...sad smile

#33 By Monkiji321 on 2009-01-19 08:40

เคยอ่านเจอว่านิยายวิทยาศาสตร์แม้จะเป็นเรื่องจินตนาการ
แต่จริงๆ แล้วก็ใช้สะท้อนคนconfused smile

#34 By wesong on 2009-01-19 08:54

ไม่เคยอ่านซักกะเล่มเช่นกาน

#35 By ชุน on 2009-01-19 09:19

เฟลเรียบ หลุดผมไปหมดเลยทุกข้อ(เฉียดใกล้สุดก็ starship trooper กับ Nueromancer) แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้อ่าน

พลิกโลกของผมเป็นจูล เวิร์นครับ
ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์
บุกเกาะมหัศจรรย์
80 วันรอบโลก
บุกบาดาล
ไปดวงจันทร์

เก่าดีป่าว
open-mounthed smile

#36 By house on 2009-01-19 09:20

เจ้าหนูอะตอม

#37 By (^_^)/nana on 2009-01-19 12:02

ใครว่าอ่านนิยายไม่มีประโยชน์ หึหึ

#38 By rokjitjung on 2009-01-19 15:02

โอ้ววววว
เอสโทรบอยยยdouble wink

#39 By Gunzt on 2009-01-19 16:35

ขอบคุณที่แนะนำค่ะ แล้วจะหามาอ่านนะคะ(ด้วยความรู้ภาษาอังกฤษอันน้อยนิด เหอๆ)

Hot!

#40 By cat~~~ on 2009-01-19 19:41

เพิ่งรู้ว่านิยายมีส่วนสร้างโลกเราsad smile

#41 By inu_monster on 2009-01-19 22:32