สมัยหนึ่งเอดส์เคยเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเมืองไทยจนใครๆก็กลัวว่าอีกสิบยี่สิบปีประเทศจะร้างผู้คนเพราะติดเอดส์ตายหมด ดื่มน้ำกับคนเป็นเอดส์ก็ติด จับตัวก็ติด เดินถนนก็กลัวผู้ติดเชื้อเอาเข็มฉีดยาไล่แทง ครูพละมัธยมผมยังบอกว่า"สมัยนี้มีเอดส์สายพันธุ์ใหม่ ติดตอนเช้าตอนเย็นตาย" ไอ้นักเรียนฟังก็ โหยย อะไรวะ นี่มันยิ่งกว่าอีโบล่าอีก!
 
นั่นมันก็นานมาแล้ว แหะๆ หลุดเลยว่าตัวเองแก่
 
ปัญหาเอดส์ในไทยตอนนั้นเกิดจากลูกผู้หญิงที่ต้องทำงานอยู่ในมุมมืดของสังคม ซึ่งถ้าไม่มีผู้กล้าอย่างคุณมีชัยริเริ่มรณรงค์แจกถุงยางอนามัยสายรุ้งของแก ประกอบกับสถานบริการต่างๆมีการตรวจโรคที่เข้มงวดขึ้นแล้ว ทุกวันนี้เมืองไทยอาจร้างผู้ใหญ่จริงๆก็ได้
 
พอปัญหาเอดส์ในวงการกลางคืนลดลง เราก็ขยับมาสนใจการติดเชื้อในกลุ่มวัยรุ่น เด็กนักเรียน นักศึกษามากขึ้น ซึ่งก็ทำให้ต้องพ่วงเรื่องการมีเพศสัมพันธุ์ก่อนวัยอันควรเข้าไป แต่ปัญหากลับกลายเป็นว่า พอขึ้นมาในระดับสังคมไทยที่มองSexเป็นเรื่องสกปรกแล้ว หลายฝ่ายกลับไม่ให้ความสำคัญกับถุงยางอนามัยเท่าที่ควร จะไปพล่ามเกี่ยวกับวัฒนธรรมรักนวลสงวนตัว อย่าชิงสุกก่อนห่ามเสียส่วนใหญ่ คนหัวอนุรักษ์นิยมทั้งหลายเห็นการแจกถุงยางกลางสยามก็บ่นว่ารับไม่ได้ ทำหน้าปั้นยากกับเครื่องหยอดเหรียญขายในห้องน้ำ บทเรียนสอนเพศสัมพันธุ์ในโรงเรียนก็ทำเต้นเป็นเจ้าเข้า
 
"มันเป็นการส่งเสริมให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธุ์!"เขาว่างั้น ปากบ่นจะป้องกัน สุดท้ายมีแต่มาตรการแก้ไขเพี้ยนๆ
 
ก็ไม่น่าแปลกใจที่ผลสำรวจออกมาทีไรวัยรุ่นมีอัตราท้องสูงขึ้น ติดโรคสูงขึ้น ตรงข้ามกับที่ไทยเคยจัดการปัญหาเอดส์ในวงหญิงบริการได้อย่างเด็ดขาดมาแล้ว นี่ก็น่าจะใบ้ใครหลายๆคนว่า ไอ้รณรงค์รักนวลสงวนตัว หรือฝรั่งเรียก Abstinence น่ะมันไม่ได้ผล
 
 ล่าสุดผลงานวิจัยจากสหรัฐโดยแพทย์หญิง Janet E. Rosenbaum แห่งมหาวิทยาลัย Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health เกี่ยวกับโครงการรณรงค์รักนวลสงวนตัวในอเมริกาก็เพิ่งออกมาตอกหน้ากลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกรอบ เมืองไทยยังไม่มีการศึกษาแบบนี้ แต่ผมว่าวัยรุ่นที่ไหนก็เหมือนกัน ผลคงไม่ต่างกันนักดอก
 
แหวนสัญญาว่าข้าจะไม่มีเพศสัมพันธุ์ก่อนวัยอันควร เหอะๆ เชื่ออะไรกับวัยรุ่น
 
แพทย์หญิง Rosenbaum พบว่าโครงการที่วัยรุ่นให้สัญญากับผู้นำศาสนาหรือต่อหน้าประชาชีว่าจะไม่มีเพศสัมพันธุ์นั้นไม่มีผลอะไรเลยกับพฤติกรรมทางเพศ ยังไงวัยรุ่นกว่าครึ่งก็ชิงสุกก่อนห่ามในอัตราเท่ากับกลุ่มที่ไม่ให้สัญญาอยู่ดี แต่น่าเป็นห่วงคือในกลุ่มวัยรุ่นที่รณรงค์รักนวลสงวนตัวนั้นพอมีเพศสัมพันธุ์ทีจะมีโอกาสใช้ถุงยางหรือทานยาคุมกำเนิดน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการศึกษาถึง 10%! Study นี้เปรียบเทียบคนที่ให้คำมั่นและไม่ให้คำมั่นซึ่งมีมุมมอง ความเห็นต่อเพศสัมพันธุ์คล้ายกันอยู่แล้วนะครับ จะบอกว่าคนที่ไม่ให้คำมั่นพรรมจรรย์ได้เปรียบกว่าเพราะเห็นไม่เหมือนกันตั้งแต่แรกคงไม่ได้
 
"คำมั่นว่าจะรักนวลสงวนตัวไม่มีผลอะไรเลยกับพฤติกรรมทางเพศ" แพทย์หญิงกล่าว "แต่มันสร้างความแตกต่างในการใช้ถุงยางและยาคุมกำเนิดที่น่าตกใจ"
 
จริงๆการศึกษาครั้งนี้ก็ให้ผลที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่แล้วก็ตรงกับผลศึกษาอื่นๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะรัฐสีแดงแถบ Bible belt ของสหรัฐที่มีอัตราเคร่งศาสนาสูงกว่า การศึกษาต่ำกว่า ปิดกั้นเรื่องทางเพศมากกว่า จะมีอัตราทำแท้ง หย่า สูงกว่ารัฐสีฟ้าที่ไม่เคร่งศาสนาเท่า
 
หันมามองเมืองไทยบ้างเดี๋ยวจะหาว่าไปบ่นแต่เขา ผู้นำทางสังคมเราก็ชอบอ้างพุทธศาสนากับวัฒนธรรมไทยอันดีงามเช่นกันเวลาเราพูดถึงการแก้ปัญหาเพศสัมพันธุ์ในวัยรุ่น แต่ผมก็สงสัยว่าเรากำลังพูดถึงค่านิยมไทยแต่โบราณสมัยไหน? ตลอดยุคสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์มาผู้ชายก็มีเมียได้มากกว่าหนึ่งคนตลอด เพิ่งมาลดเลิกกันจริงๆก็สมัยรัชกาลที่ 8 ประมวลกฏหมายแพ่งปี 2486โน่น ไอ้การบอกให้ผู้หญิงเรียบร้อย รักนวลสงวนตัวเมื่อลองไปเทียบกับยุคที่ค่านิยมถูกนำไปใช้(ต้น-กลางรัตนโกสินทร์) มันก็คือคำสั่งให้หญิงอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน สงวนราคาดีๆไว้จนกว่าพ่อแม่จะ"ขาย"ให้กับผู้ชายแปลกหน้าที่ผู้อาวุโสหามาให้ไม่ใช่เรอะ? เมื่อมองว่าวัฒนธรรมรักนวลสงวนตัวที่ใครๆว่า"เพิ่มค่า"ผู้หญิง แท้จริงมาจากประเพณีคลุมถุงชนที่เหยียดหยามเพศแม่ที่สุด มันก็ทำให้รู้สึกปากว่าตาขยิบชอบกล
 
ฤาคนไทยจะถูกละครหลอก(อีกแล้ว)
 
  ไอ้คู่พบกันกลางงานวัดแล้วปิ๊งๆ รักกันสวีทน่ะมีเท่าไหร่กัน? อันนี้ถ้าถามละครทีวีกับนิยายคงมากกว่า 80% แต่ ตามความจริงผมว่าคงน้อยกว่านั้นมากโขอยู่
 
จะมีเพศสัมพันธุ์ครั้งแรกอายุน้อยหรือมาก ก็ไม่สำคัญเท่ามีเพศสัมพันธุ์อย่างถูกต้อง และรู้รับผิดชอบกับการผลกระทำ ซึ่งเรื่องนี้ราไม่ค่อยสอนกัน กะว่าให้ไปเรียนกันคืนแต่งงาน เหอะๆ ฝันกันไปนะครับ 
 
มองออกจากไทยไปทวีปที่มีอัตราเอดส์สูงสุดในโลกอย่างแอฟริกา คนตายวันละ 600 ดูบ้าง โบสถ์แคทอลิก คณะโปรแตสแตนท์ที่เข้าไปรณรงค์กฏแบบสงฆ์ ห้ามคนพื้นเมืองมีเพศสัมพันธุ์ก็ลดเอดส์ไม่ได้ ซ้ำร้ายยังเพิ่มกรณีติดเชื้ออีกต่างหาก อาร์คบิชอปบางรูปถึงกับเผาถุงยางกลางแจ้งแล้วอ้างมั่วซั่วว่าเชื้อเอดส์สามารถลอดถุงยางออกมาได้ ใส่ไปไม่มีประโยชน์!
 
รู้ว่าหวังดี แต่ช่วยแบบนี้อย่าช่วยเลยดีกว่า นะๆๆๆ
 
Desmond Tutu อาร์คบิชอปแห่งเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนตัวยง Anglican นี่เปิดกว้างต่อความจริงมากกว่าคริสต์ลัทธิอื่นเยอะ
 
นักบวชท่านเดียวที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างมีเหตุผลและใช้การผสมผสานระหว่างเพศศึกษากับรักนวลสงวนตัวมีเพียง Desmond Tutu ลัทธิ Anglican อังกฤษเท่านั้น ซึ่งมีองค์กรแจกถุงยาง สอนเพศศึกษา ดูแลผู้ป่วยครบวงจร ท่านยังสัมภาษณ์เลยว่าผิดหวังที่สันตะปาปาองค์ใหม่ยังไม่เลิกกฏแบนถุงยาง ซึ่งแคทอลิกในยุโรป อเมริกา ไม่สนใจ แต่คนแอฟริกัน อินเดีย ทำตามด้วยผลลัพธ์ที่น่าเศร้า
 
ในเมื่อเรารู้ว่ารักนวลสงวนตัวอย่างเดียวไม่ได้ผลต้องมีเพศศึกษาที่มีประสิทธิภาพด้วยแล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะอ้ำอึ้งทำเป็นอนุรักษ์นิยมไปเพื่ออะไร?สงสัยภาพเมืองไทยเก๊ๆที่เขาสร้างขึ้นคงมีค่ามากกว่าชีวิตคนในปัจจุบันกระมัง
 
ไม่รู้หละ จะบริจาคให้ยูนิเซฟสักหน่อยแล้วกัน
 
ปล. สนใจเรื่องเอดส์เพิ่มเติม เชิญที่นี่ครับ http://www.clinicrak.com/std/std_aids13.html
 

Comment

Comment:

Tweet

First year students are usually disappointed just because of their academic writing tasks. The point is that they are inexperienced in academic writing. Thence, they definitely need to Purchase term paper.

#52 By Order Custom Term Paper (31.184.238.21) on 2012-01-02 06:05

#51 By (91.212.226.143) on 2011-11-18 12:01

#50 By (91.212.226.143) on 2011-11-18 12:00

#49 By (91.212.226.143) on 2011-11-18 12:00

Various people in all countries get the loan in different creditors, just because this is comfortable.

#48 By credit loans (91.212.226.143) on 2011-11-18 11:59

Various people in the world take the <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/business-loans">business loans</a> from various creditors, because it is easy and fast.

#47 By Joanna29Buckner (95.64.12.20) on 2011-07-30 10:58

ugbhkl.bf.vl'fdcxv

#46 By นา (58.9.232.233) on 2010-06-30 19:42

แวะมาเยี่ยม

#45 By Tenga (61.90.16.22) on 2009-10-17 02:38