ในที่สุด Present เกี่ยวกับ Eugenics หรือการคัดเลือกพันธ์มนุษย์ของผมก็เสร็จเสียที จะพาทัวร์คร่าวๆนะครับ อยากได้ข้อมูลเพิ่มก็อ่านเอาข้างในแล้วกันขอรับ
Eugenics: คือความเชื่อว่าเราสามารถปรับปรุงมนุษย์ได้ด้วยการลดการแต่งงานระหว่างผู้ที่มีปัญหาทางพันธุกรรมหรือขัดขวางไม่ให้คนเหล่านี้มีลูก
สมัยก่อนเราเคยเชื่อว่าความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธ์อยู่ที่"เลือด" กษัตริย์จึงต้องแต่งงานกันเองในครอบครัว ประวัติศาสตร์และศาสนาเลยเต็มไปด้วยการฆ่าล้างคนนอกเผ่า ไม่ว่าจะเป็นสมัยโมเสสหรือจิ๋นซ๊ฮ่องเต้ ไทยเองฆ่าศัตรูทียังต้องเอาเลือดมาล้างเท้าให้หายแค้น
เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น มนุษย์ก็หาข้ออ้างใหม่ๆมายัดให้อคติเก่าๆ นอกจากศาสนาแล้วคราวนี้ก็มีวิทยาศาสตร์สติแตกเข้ามาเกี่ยวด้วย ทฤษฏีวิวัฒนาการถูกแผลงแบบเพี้ยนๆให้กลายเป็นว่าคนขาวมีพันธ์ที่สมบูรณ์กว่าคนดำ ชาวญี่ปุ่นเป็นยอดมนุษย์เหนือเอเซียอื่นๆ อย่ากระนั้นเลย ล้างพวกอ่อนแอให้สิ้นสังคมดีกว่า
รัฐบาลในประเทศที่เชื่อแนวคิด Eugenics ออกกฏหมายขัดขวางไม่ให้คนมีปัญหาทางพันธุกรรมแต่งงานบ้าง แยกไปอยู่อาณานิคมต่างหากบ้าง ฆ่าทิ้งบ้าง สุดท้ายความโหดร้ายของนาซีที่พาแนวคิด Eugenics ไปสุดโต่งก็ทำให้คำว่า"การคัดเลือกพันธ์มนุษย์"เป็นเรื่องต้องห้าม
แต่ Eugenics หายไปจริงๆน่ะหรือ? การคัดเลือกพันธ์ต่างอะไรกับการที่พ่อแม่อยากมอบสิ่งดีที่สุดกับลูก เห็นบุตรออกมามีร่างกายปราศจากโรค แข็งแรง ไม่พิการ?
ทั้งความร่ำรวยของชาติอุตสาหกรรม ก้าวกระโดดทางการแพทย์ที่ช่วยให้เราตรวจพบโรคทางพันธุกรรมตั้งแต่ในท้องและจัดการกับตัวอ่อนแต่เนิ่นๆ พัฒนาการด้านพันธุกรรมซึ่งบอกได้ว่าคู่แต่งงานมีโอกาสให้กำเนิดลูกที่มีปัญหาทางพันธุกรรมมากขนาดไหน หากรู้ว่าลูกที่เกิดมาจะต้องทุกข์ทรมานด้วย ดาวน์ซินโดรม, สมองฝ่อ หรือไตข้างเดียวแล้ว มีพ่อแม่คนไหนใจร้ายไส้ระกำอยากให้บุตรเกิดมาในสภาพนั้นอีก จริงไหมครับ?(sarah palin :p)
สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนมิติของ Eugenics จากการกระทำโหดร้ายโดยรัฐให้กลายเป็นสิทธิการสืบพันธ์ขั้นพื้นฐานซึ่งขึ้นกับการตัดสินใจของครอบครัวว่าอยากมีบุตรที่สมบูรณ์ทางร่างกายไหม
ฤาเรากำลังเข้าสู่ยุค Personal genomics ที่การคัดเลือกไม่ใช่อคติทางศาสนาหรือเชื้อชาติ หากแต่เป็นสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ถ้าเชื่อว่าลูกเกิดมาพิการเพราะกรรมเก่าของพ่อแม่(หรือตัวอ่อนในครรภ์)...ท่านก็กำลังจะได้เห็นโลกที่ไร้บาปกันละครับ
สอนลูกให้เล่นเปียโน กับแต่งพันธุกรรมให้ลูกออกมาเล่นเปียโนเก่งต่างกันตรงไหนนอกจากความพยายามของเด็กเอง?
ผมเริ่มที่ข้อมูลของประเทศต่างๆจาก CIA Factbook และรายงานขององค์กร International Clearinghouse for Birth Defects Surveillance and Research ที่เก็บสถิติเรื่องโรคทางพันธุกรรมจาก 18 ประเทศทั่วโลก ในนี้มี G8 บวกกับประเทศยุโรปตะวันออก คิวบา อิหร่าน อิสราเอล น่าเสียดายที่ขาดข้อมูลทางแถบเอเซีย โดยเฉพาะตัวเลขการยุติครรภ์เมื่อพบว่าบุตรในท้องมีปัญหาทางพันธุกรรม(อาจเพราะวัฒนธรรมปิดเงียบก็ได้กระมัง)
ได้ข้อมูลครบแล้วก็มาถึงสมมติฐานว่า ประเทศที่ร่ำรวย อายุเฉลี่ยประชากรสูง มีสังคมที่ไม่ยึดติดกับศาสนา จะมีผลให้ตัวเลขการยุติครรภ์เมื่อพบปัญหาทางพันธุกรรมสูงขึ้นหรือไม่?
ปรากฏว่าจริงครับ! ยิ่งถ้าเป็นประเทศซึ่งมีองค์ประกอบครบอย่างยุโรปตะวันตกเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันแล้วจะยิ่งมีอัตรา Personal genomics สูงกว่าชาติอื่นมาก โดยอัตราการยุติครรภ์ของเขาสูงกว่าคนอื่น 16% เลยทีเดียว ในขณะที่ประเทศนอกโซนยุโรปถ้าเป็น G8 ก็จะมีอัตรา perdonal genomics สูงแม้จะสู้ยุโรปตะวันตกไมไ่ด้ ที่หลุดไม่เข้าพวกกับเขาคนเดียวคืออเมริกาซึ่งโดนตัวเลขความเคร่งศาสนาลากลงไปจนต่ำกว่าคนอื่นเขา(แต่ผลการศึกษาครอบคลุมแค่รัฐเทกซัส เชื่อว่าถ้าย้ายมาฝั่งแคลิฟอเนียร์หรือแมสซาชูเสตคงสูงกว่านี้)
ผลจาก Personal genomics ทำให้อัตราของการเกิดโรคทางพันธุกรรมลดลงอีกต่างหาก(ผิดกับอเมริกาซึ่งอัตราการเกิด Down syndrome ไม่ลดลงเสียที)
ผลคำนวณแสดงว่ามนุษย์กำลังคัดเลือกพันธุ์กันในระดับครอบครัวกันจริงๆแลขอรับ...คำถามต่อไปคือเราจะทำยังไงกับอนาคตดี?
เพราะนั่นหมายความว่าประเทศร่ำรวยจะมีคนเกิดน้อยลงแต่ความร่ำรวยต่อหัวจะไปกระจุกกันสูงขึ้น ภายในประเทศเองคนยากจนจะมีปัญหาทางพันธุกรรมมากกว่า คุณภาพชีวิตต่ำกว่า แต่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆทุกวันเมื่อเทียบอัตราส่วนกับมนุษย์ที่"สมบูรณ์"กว่า
ช่วงสิบยี่สิบปี Personal genomics คงอยู่แค่ในระดับการกรองโรคทางพันธุกรรมออกจากพันธ์มนุษย์และจำกัดอยู่ในประเทศร่ำรวย แต่ในอนาคตเมื่อเราสามารถเล่นกับรหัสพันธุกรรมได้มากขึ้น ให้การศึกษาและข้อมูลที่มีคุณภาพกว่าได้ด้วยเงิน ความต่างทางสังคมคงจะยิ่งห่างไกล คงไม่ถึงกับมี Homo sapien กับ Homo superior แต่คงคล้ายขุนนางสมัยก่อนที่เชื่อว่าเลือดตนสูงกว่า มีคุณค่ากว่าข้าไพร่
สีผิว เชื้อชาติคงไม่ถูกเบียดบังเหมือนเมื่อก่อนเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีผลในแง่ทางพันธุกรรม แต่มิติการแย่งแยกอาจย้ายไปอยู่ที่ฐานะทางเศรษฐกิจและความสามารถส่วนบุคคลแทน
สิ่งที่รัฐบาลประเทศร่ำรวยทำได้คือยกระดับสังคมทั้งในประเทศและทั่วโลก ให้การศึกษา(โดยเฉพาะความง่ายในการเข้าถึงข้อมูล นี่ละครับเขาถึงต้องมีโครงการ one laptop per child) การดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์อย่างเท่าถึงกัน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาทางสังคมและช่วยสร้างความเท่าเทียม
อีกสักร้อยปี เราคงได้ถามกันอีกครั้งว่า "What it means to be human" ผมเชื่อว่าคำตอบคงน่าตื่นเต้น และไม่เหมือนกับที่เราคิดกันทุกวันนี้แน่นอนครับ
ยิ่งเรื่องอัตราการยุติครรภ์นี่ทำให้นึกเรื่อง CODE 46 เลย
อีกหน่อยมนุษย์เราคงเหมือนไก่ซีพี คัดเอาแต่ส่วนที่จะใช้
#1 By tapum on 2008-12-06 23:26