หากมองประวัติศาสตร์โลกนับแต่ 65 ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน เราอาจคิดว่าการครองพิภพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แต่ต้น อุกกาบาตซึ่งตกลงมากวาดกิ้งก่าทรราชย์จนเกลี้ยงพิภพช่างเหมาะเหม็งเหมือนบัญชาสวรรค์ที่ช่วยเปิดทางให้บรรพบุรุษที่อ่อนแอคืบคลานออกจากหลืบเร้นแห่งราตรีเพื่อพิชิตโลกยามกลางวันอันเป็นศักดิ์และสิทธิ์ของตน
หากคิดว่าเส้นด้ายแห่งประวัติศาสตร์ถูกถักร้อยขึ้นโดยมีมนุษย์เป็นเป้าหมายแล้ว ไฉนจะหยิ่งผยองเสียหน่อยไม่ได้?
แต่ก็เหมือนความคิดว่าดาวฤกษ์ที่พลังงานมหาศาลยิ่งกว่าดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านอวกาศเพียงเพื่อบอกโชคชะตาคน วิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เผยธรรมชาติซึ่งเย็นชา ไม่ยี่หระกับความปรารถนาไร้เดียงสาที่เราอยากมี
ต้นตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแยกออกจากสายพันธุ์สัตว์เลื้อยคลานเมื่อประมาณ 359.2 - 299 ล้านปีมาแล้วในยุค Carboniferuos โดยตัวอย่างฟอสซิลแรกที่ค้นพบคือ Protoclepsydrop ซึ่งแม้ดูเผินๆจะเหมือนญาติกิ้งก่าแต่ก็มีลักษณะพิเศษอย่างรูปแบบฟันและรูข้างกะโหลก( Temporal Fenestra)ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปัจจุบัน
พอพ้นรอยต่อยุคCarboniferuosล่วงถึงยุค Permian(299 - 251 ล้านปีที่แล้ว) ลูกหลานของ Protoclepsydrop ก็วิวัฒนาการเป็นสัตว์กลุ่มที่ชื่อว่า Pelycosaur ซึ่งประสบความสำเร็จเหนือสัตว์ชนิดอื่นๆในยุคนั้น
Dimetrodon
Dimetrodon นับเป็นสุดยอดนักล่าในโลกที่อากาศแห้งผากนี้ด้วยความยาวกว่า 3 เมตร รูในกะโหลกช่วยให้บรรพบุรุษของเราหันศีรษะได้คล่องแคล่วและช่วยทำหน้าที่ยึดกล้ามเนื้อให้งับขากรรไกรเรียงลงปลิดชีวิตเหยื่อด้วยแรงมหาศาล
นอกจากนี้โครงสร้างในปากยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรในความสำเร็จของเจ้า Dimetrodon และเพื่อนๆตระกูล Pelycosaur เหนือสัตว์เลื้อยคลาน เพราะฟันของเจ้าพวกนี้มีรูปร่างต่างกันไปตามหน้าที่ ฉีก ขยี้ บด ช่วยให้ย่อยเหยื่อได้สะดวกมากขึ้น ไม่เหมือนกับจระเข้ที่ได้แต่กลืนอย่างเดียว
ฟันคนเราปัจจุบันก็เป็นมรดกของยอดนักล่าสมัยต้น Permian นี่แหละครับ นับว่ามนุษย์ไม่ใช่สมาชิกรายแรกในตระกูลที่ร่อนเร่ไปทั่วโลกเพื่อจับสัตว์ทุกอย่างชิมไปบ่นไป
ถึงกลางยุค Permian ตำแหน่งเจ้าครองโลกก็ถูกส่งต่อจาก Pelycosaur ไปสู่ลูกหลานนาม Therapsid ซึ่งได้วิวัฒนาการต้นแบบเดิมให้ซับซ้อนไปอีกขั้น
Titanophoneus
Therapsid เริ่มสลัดคราบคล้ายสัตว์เลื้อยคลานออกแล้วมีหน้าตาค่อยคล้ายญาติๆในปัจจุบันของเรามากขึ้น ตัวเริ่มตั้งตรงไม่ต้องส่ายตัวซ้ายขวาให้หายใจลำบากเวลาจะไปไหนต่อไหน
การวิวัฒนาการทีละเล็กละน้อยผ่านเวลาหลายสิบล้านปีเอื้อให้บรรพบุรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมาะกับจังหวะชีวิตที่ว่องไวมากขึ้น ตั้งแต่ฟันช่วยบดอาหารทำให้ไม่ต้องนอนอืดอยู่นานสองนานเพื่อรอกระเพาะย่อย ไปจนถึงกระดูกขาตั้งตรงช่วยการวิ่งตามเหยื่อ...แต่ก็ยังขาดอีกหนึ่งอวัยวะที่มนุษย์ปัจจุบันขาดไม่ได้เลยทีเดียวเชียว
นั่นคือเพดานปากให้เราสวาปามอาหารกับหายใจ(บางท่านก็เมาท์)ไปพร้อมกันได้ยังไงละครับ! ไลฟ์สไตล์โฉบเฉี่ยวว่องไวแบบนี้มีแต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ทำได้!
Gorgonopsid เป็น Therapsid ในยุคปลาย Permian แล้ว ขาตั้งตรง ขากรรไกรกว้าง และมีอาวุธที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคหลังจะเอากลับมาใช้อีกรอบ...นั่นคือเขี้ยวดาบนั่นเอง
Pristerognathus ไอ้หน้าโหดอีกตัว
วิวัฒนาการอีกอย่างที่เห็นได้ชัดในฟอสซิลคือการวางตัวของกระดูกกรามที่ค่อยๆลดขนาดลงจนเล็กจิ๋วและเลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆจนทุกวันนี้กลายเป็นกระดูกค้อนที่ดังหริ่งๆอยู่ในหูเวลาเราฟังนิทานก่อนนอนนั่นแหละครับ
ตารางแสดงวิวัฒนาการกระดูกกรามผ่านเวลานับร้อยล้านปี นักวิทยาศาสตร์ช่วงยุคศตวรรษที่ 19 ก็งงว่าทำไมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถึงมีกระดูกที่คนอื่นเขาไม่มีอยู่สองชิ้น สุดท้ายก็หลักฐานทางวิวัฒนาการนี่แหละครับที่เฉลยว่ามันย้ายขึ้นมาจากกระดูกกรามซึ่งยังคงมีอยู่ในสัตว์เลื้อยคลานนั่นเอง
รูปแบบของสัตว์ตระกูล Therapsid มีตั้งแต่นักล่าตัวยาวหลายเมตรจนถึง Cynodont ตัวประมาณสุนัขขนสั้น ส่วนเรื่องการหลั่งน้ำนมนั้นหาหลักฐานยาก เพราะเนื้อเยื่อต่อมน้ำนมไม่อาจรอดพ้นจากการทำลายล้างของเวลาได้ง่ายๆ แต่เราก็สามารถอ้างอิงจากสัตว์ปัจจุบันอย่างตุ่นปากเป็ดซึ่งหลั่งนมผ่านรูขุมขนว่าอวัยวะแห่งการเป็นมารดานี้คงวิวัฒนาการจากต่อมเหงื่อบนร่างกายซึ่งขับของเหลวออกมารักษาอุณหภูมิให้ไข่
บรรพบุรุษของเราครองโลกอยู่นานกว่า 40 ล้านปี เรียกได้ว่านานกว่ายุคสมัยมนุษย์แบบไม่ติดฝุ่น ถ้าพวกมันวิวัฒนาการสมองได้ใหญ่แบบเราก็คงนึกว่าได้ชนะสงครามอันยาวนานกับสัตว์เลื้อยคลานแล้ว...แต่โลกเป็นเวทีที่ผลัดเปลี่ยนผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา และเหล่า Therapsid ก็กำลังจะสูญเสียบัลลังก์ให้กับบรรพบุรุษของจระเข้และไดโนเสาร์ในแบบเดียวกับที่พวกมันได้สูญเสียโลกนี้ให้เรา
เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ปลายยุค Permian-Triassic คร่าชีวิตสัตว์น้ำกว่า 96%, สัตว์มีกระดูกสันหลังกว่า 70% และนับเป็นครั้งเดียวที่พวกแมลงยังต้องเผชิญกับภาวะสูญพันธุ์ด้วย นับเป็นการสูญพันธุ์ที่ร้ายแรงสุดในประวัติศาสตร์โลก ยิ่งกว่าอุกกาบาตทำลายไดโนเสาร์ปลายยุคครีเตเซียสเสียอีก
สาเหตุยังตอบแน่ชัดไม่ได้(คาดว่าคงเป็นอุกกาบาตเจ้าเก่าบวกกับภัยทางสภาพแวดล้อมนั่นแหละ) แต่เมื่อควันแห่งการทำลายล้างจางลง อาณาจักรของเหล่า Therapsid ก็ล่มสลายสิ้น สัตว์นักล่าขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยพลังงานในการเคลื่อนไหวมากไม่สามารถรอดชีวิตได้ในสภาวะอาหารร่อยหรอ
ม่านของบรรพบุรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ปิดฉากลง เหลือเพียงพวก Cynodont ขนาดเล็กที่วิ่งหนีเอาตัวรอดลงรูหลืบในขณะที่ไดโนเสาร์แก่งแย่งฆ่าฟันกับบรรพุบุรษจระเข้เพื่อครองพื้นโลก
Castorocaudaหรือบีเวอร์ยุคจูแรสสิกครับ จากนักล่ายักษ์ใหญ่ก็เหลือแค่นี้แล
Repenomamus สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่สุดในยุคครีเตเซียสขนาดเท่ากับหมาตัวเล็ก
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแท้ๆปรากฏขึ้นในยุคไดโนเสาร์ พวกมันเฝ้ารอในความมืด เอาตัวรอดภายใต้การคัดเลือกอันเย็นชาของธรรมชาติ ตราบจนโลกหมุนเปลี่ยนอีกครั้ง ยื่นโอกาสครั้งใหม่มาดึงพวกมันกลับสู่แสงตะวัน ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังกับลูกหลานไดโนเสาร์ที่สูญเสียบัลลังก์อย่างเหล่าวิหค
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับบรรพบุรุษ Paraceratheriumสูง 5 เมตร อาศัยอยู่เมื่อ 20-30 ล้านปีก่อน
Pakicetus สัตว์ยุค Eocene (55.8 - 33.9ล้านปีมาแล้ว) ขนาดเท่าหมาป่าที่ต่อไปจะวิวัฒนาการเป็นปลาวาฬยักษ์ครองท้องทะเล
Plesiadapis มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 58-55 ล้านปีที่แล้ว หน้าตาหล่อเจ้าเล่ห์ นิ้วดูหยิบจับคล่องแคล่วขนาดนี้คงไม่ต้องบอกนะครับว่าบรรพบุรุษใคร
ท้องฟ้า ผืนดิน น่านน้ำ ไม่มีอะไรที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะครอบครองไม่ได้ด้วยความสามรถที่ได้จากวิวัฒนาการ
และในที่สุด มนุษย์ก็ก้าวออกจากความมืดของประวัติศาสตร์เพื่อครองพิภพในฐานะสุดยอดนักล่า เช่นเดียวกับ Dimetrodon เมื่อเกือบสามร้อยล้านปีมาแล้วด้วยมรดกที่ถูกส่งผ่านมาในเกลียวอมตะของ D.N.A.
...
ความรุ่งเรืองและสูญพันธุ์สอนเราว่า ความยิ่งใหญ่เหนือพื้นพิภพเป็นแค่ไม้ขีดที่สว่างวูบในเสี้ยวกาลแล้วดับไปอย่างไม่บอกกล่าว มนุษย์จึงควรภูมิใจกับมรดกของชีวิตและรับภาระปกครองโลกนี้ให้คุ้มค่าแม้จะเพียงชั่วครั้งคราว...เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้รับโอกาสครั้งที่สอง
สุดยอดครับ ว่าแต่การสูญพันธ์ที่แรงขนาดแมลงก็ตายนี่มีด้วยเหรอเนี่ย
#1 By MD [คนพูดมาก@สิงคโปร์] on 2008-10-29 13:05