ฤาปรสิตจะปกครองเรา?

posted on 18 Oct 2008 02:35 by repentant in Evolution, Science
 
เมื่อเดือนก่อนท่านใดได้อ่านเรื่อง เรื่องจริงของนักสร้างซอมบี้ในอาณาจักรสัตว์ก็คงสยองไปตามๆกันกับเพรียงปรสิตที่สามารถแปลงปูตัวผู้ให้กลายเป็นเพศเมียเพื่อฟักไข่ให้มหรือพยาธิซึ่งควบคุมมดให้ปีนขึ้นใบหญ้าเพื่อที่วัวจะได้กินมดลงท้องช่วยให้มันย้ายสำมะโนไปอยู่กระเพาะวัวได้สำเร็จ
 
 แต่หน้าที่ของพยาธิไม่ได้มีไว้ให้ท่านผู้อ่านขนลุกขนพองอย่างเดียวหรอกครับหลายปีมานี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบว่าพยาธิเป็นตัวขับเคลื่อนกลไกธรรมชาติมากกว่าที่เคยคิดไว้มากทีเดียวระบบนิเวศน์ชายทะเลหลายแห่งจะเกิดไม่ได้เลยหากขาดพยาธินกที่อาศัยปลาเป็นโฮสต์ชั่วคราวพอมันโตพร้อมสืบพันธุ์แล้วก็จะกระตุ้นให้ปลาดิ้นขึ้นมาใกล้ผิวน้ำเพื่อจะได้ถูกนกหม่ำได้สะดวกๆ ฉะนั้นจำนวนของปลามีพยาธิกับนกจึงสัมพันธุ์กันส่งผลไปถึงสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างด้วย
 
คำถามต่อมาคือถ้าพยาธิสามารถหมุนกลไกระบบนิเวศน์ได้ มันจะกุมบังเหียนวัฒนธรรมมนุษย์ได้เหมือนกันหรือเปล่า?
 
นอกจากเป็นพาหนะให้ยีนแล้ว คนยังเป็นซอมบี้ให้พยาธิด้วยเรอะ!?!
 
  นั่นเป็นประเด็นที่Kevin Lafferty จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนียร์ผู้เขียน Paper http://journals.royalsociety.org/content/r8663292g0l526v6/fulltext.pdf ต้องการศึกษา
 
ก่อนอื่นมารู้จักพยาธิต้องสงสัยกันก่อนดีกว่า
 
Toxoplasma Gondii
 
เจ้าหมอนี่อาศัยอยู่ในเจ้าเหมียวและแพร่พันธุ์ผ่านอุจจาระครับ พอสัตว์ตัวไหนเผลอไปสัมผัสขี้แมวหรือพื้นสกปรกรอบๆ ไม่ก็ทานเนื้อสุกๆดิบๆของสัตว์ที่มีพยาธิเข้าไป(ไม่ได้หมายถึงกินแมวอย่างเดียวนะครับ หมูวัวก็เป็นพาหะได้เพราะเจ้าพวกนี้อายุยืนหลายปี) Toxoplasma Gondii จะโดดเข้าไปขออาศัยด้วยทันที ติดอยู่แค่ว่าถ้าโฮสต์ไม่ใช่แมวแล้วมันก็ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้
 
"It's all part of the plan"
 
แต่แน่ละขึ้นชื่อว่าพยาธิแล้วย่อมต้องวิวัฒนาการความสามารถชักใยโฮสต์ให้พามันไปหาแมวแหงมๆ ซึ่งเจ้า Toxoplasma Gondii จะแสดงฝีมือทันทีเมื่อมันอยู่ในหนู
 
Toxoplasma Gondii จะปล่อยสารเคมีออกมาในสมองทำให้หนูมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างในการทดลองเขาพบว่าขณะที่หนูปกติจะวิ่งจู๊ดออกจากบริเวณซึ่งฉีดฉี่แมวเอาไว้หนูติดเชื้อจะทำทองไม่รู้ร้อนแล้วเดินกร่างไปทั่วอย่างกับพ่อเป็นนักการเมืองใหญ่เชื้อยังเจ้าเล่ห์เลือกข่มเฉพาะสัญชาติญานระวังภัยเกี่ยวกับแมวเพื่อให้แน่ใจว่าหนูพาหะจะไม่เซ่อซ่าถูกฆ่าด้วยศัตรูอื่นๆอย่างบาทามนุษย์อีกต่างหาก
 
ผลคือถูกแมวขย้ำน่ะซี พอชิ้นส่วนคุณหนูตกถึงท้องเจ้าพยาธิก็ค่อยก้าวลงจากเครื่องก้มลงกราบกระเพาะแล้วเข้าไปสืบพันธุ์ในตัวแมวอย่างสบายใจ
 
...ทีนี้ถึงตอนน่ากลัวแล้วล่ะ...
 
เจ้าพยาธินี่เข้าไปอยู่ในสมองคนได้ครับโดยเฉพาะถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์หรือผู้มีภูมิต้านทานต่ำแล้วอาจเกิดอาการแทรกซ้อนถึงชีวิตได้นี่แหละเขาถึงให้ระวังหนักหนาเวลาความสะอาดขี้แมวสำหรับคนทั่วไปก็อย่านึกว่าปลอดภัยนะครับเพราะความที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างมนุษย์ร่วมรากวิวัฒนาการเดียวกับหนูสมองเราจึงคล้ายคลึงจน Toxoplasma Gondiiสามารถส่งผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้เป็นพาหะได้!
 
เท่าที่ทราบในปัจจุบัน...ความเปลี่ยนแปลงจะเห็นจาก
 
สุภาพสตรีผู้ติดเชื้อจะเฉลียวฉลาดขึ้น แต่อารมณ์จะแปรปรวนชอบแสดงออกทางความรักแนว Sexy naughty bitchy
 
โฉมหน้าผู้ติดเชื้อชาวไทย?!?!?!?
 
ส่วนผลต่อเพศชายคือโง่ลง =_=' ขี้ระแวง ขี้หึง แต่ขณะเดียวกันก็ซื่อสัตย์มากขึ้นเช่นกัน
 
 อาการติดเชื้อที่ทั้งสองเพศจะแสดงเหมือนกันคือความไม่มั่นใจตนเอง กลัวความผิด และชอบใช้อารมณ์เหนือเหตุผล พูดง่ายๆคือโรคประสาทอ่อนๆ หนำซ้ำปฏิกริยาตอบสนองยังช้าลงนำไปสู่อุบัติเหตุอีกด้วย
 
 ยังดีที่มันไม่คุมให้เราสละชีพให้แมวกิน เหอๆ
 
เป็นพาหะกันคนสองคนไม่เป็นไร แต่ในประเทศอย่างบราซิลที่มีประชากรติดเชื้อกว่า 66.9%ล่ะครับ เป็นไปได้ไหมว่าผลการแปลงพฤติกรรมของ Toxoplasma Gondiiจะสามารถขยายผลเป็นวงกว้างจนถึงขั้นช่วยสร้างวัฒนธรรมหรือมีมส์ทางสังคมกันเลย?
 
ถ้าจริง...นั่นหมายความว่าอารยธรรมซึ่งเราภูมิใจนักหนาว่าเกิดจากสติปัญญาอันเป็นอิสระไม่เหมือนสัตว์อื่นนั้นแท้จริงแล้วอาจมีปรสิตในสมองเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง
 
 ศ.Kevin Lafferty จึงเทียบสถิติระหว่างเปอร์เซนต์ผู้ติดเชื้อกับอัตราผู้มีอาการทางประสาท,ดัชนีหลีกเลี่ยงความไม่มั่นใจและบทบาทเพศแบบชายเป็นใหญ่จาก 39 ประเทศ(เข้าใจว่าเกิดเพราะอาการหวาดระแวง ขี้หึงหวงนั่นแหละ)
 
 
ความสัมพันธุ์ระหว่างจำนวนผู้ติดเชื้อกับดัชนีอาการทางประสาท (เขาลบปัจจับรบกวนอย่างสภาพเศรษฐกิจที่มีผลให้บ๊องๆบวมๆได้เช่นกันไปแล้วนะครับ)
 
ความสัมพันธุ์ระหว่างจำนวนผู้ติดเชื้อกับดัชนีหลีกเลี่ยงความไม่มั่นใจ
 

 ความสัมพันธุ์ระหว่างจำนวนผู้ติดเชื้อกับบทบาทเพศแบบชายเป็นใหญ่
 
กราฟทั้งหมดเกาะกลุ่มไปในทางเดียวกันช่วยยืนยันว่าสาเหตุที่วัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส(ติดเชื้อ 45%)หรือบราซิล(ติดเชื้อ 66.7%)ค่อนข้างอาร์ตๆออกแนวแปรปรวนยั่วอารมณ์อาจเพราะผลจาก Toxoplasma Gondiiในระดับบุคคลที่ประเพื่อมไปถึงระดับสังคมจริงๆก็ได้ เป็นไปได้สูงว่าเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ตำแหน่งทางสังคม ขนบธรรมเนียม ส่วนหนึ่งเกิดจากปรสิต!!
 
สวยด้วยแพทย์...ซุกซนด้วยพยาธิสมอง???
 
 อ่านถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งควัดมีดมาเปิดกบาลตัวเองแล้วร้องว่า "ม่ายยย!!ข้าต้องการเป็นอิสระจากปรสิต มนุษย์จะถูกควบคุมไม่ได้" นะครับ ผลการทดลองนี้ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่ามนุษย์ที่ติดเชื้อมีอาการแบบนี้หรือมนุษย์ที่มีพฤติกรรมแบบนี้จะเสี่ยงต่อการเป็นพยาธิกันแน่
 
และที่สำคัญวัฒนธรรมของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างจาก Toxoplasma Gondii อย่างเดียวมันยังมาจากสภาพแวดล้อม ประวัติศาสตร์และสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งอยู่ร่วมกับเราอีกด้วย ชาวไทยติดเชื้อกันแค่ 11.2%ยังเป็นแบบนี้(คุณหมอ ณ ว่าน้อยกว่า แต่ผมขอตามเปเปอร์ก่อนละกันนะครับ)หรือคนอเมริกัน 12.3% ก็ยังขับรถห่วยแตกเป็นบ้า
 
อ้อ และมันอาจมีพยาธิ เชื้อโรคตัวอื่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมแต่มนุษย์ไม่รู้แข่งขันกับยีนและมีมส์เราอยู่อีกก็ได้ โฮ่ๆ
 
ประเด็น"เสรีภาพแท้จริงของมนุษย์"นี้นักวิทยาศาสตร์คงนั่งเถียงกันอีกนานแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่าวิวัฒนาการไม่ได้ปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากธรรมชาติอย่างที่คิดต่อให้บรรพบรุษจะคลานขึ้นจากน้ำมาแสนนานแค่ไหนเราก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตดาวดวงนี้ไม่ต่างจากสี่พันล้านปีก่อน
 
จะว่าไปก็เหมือนกับ The Matrix ทางชีวภาพที่ไหลไปตามโปรแกรมของรหัส DNA แทนที่จะเป็นข้อมูลดิจิตอลเท่านั้น
...มีแต่ปัญญาแห่งวิทยาศาสตร์ที่สามารถให้คำตอบและปลดปล่อยเราจากความเย่อหยิ่งได้...
 
 
 "But, as you well know, appearances can be deceiving, which brings me back to the reason why we're here. We're not here because we're free.We're here because we're not free."
 
SRC: http://scienceblogs.com/loom/2006/08/01/a_nation_of_cowards_blame_the.php
 
ปล. ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำและกำลังใจเรื่องเอ็นทรี่หายเมื่อวานมากครับ ^_^
  

Comment

Comment:

Tweet

W2m6NF <a href="http://esgenpsklilt.com/">esgenpsklilt</a>,