ความชั่วร้ายมีเสน่ห์ดึงดูดมนุษย์อย่างประหลาด ข่าวฆาตกรรม ข่มขืน ฉ้อโกงบนหน้าหนังสือพิมพ์มักกวักมือเรียกให้เราหันไปมองได้อัตโนมัติ ยิ่งถ้าเป็นทรราชย์ในหน้าประวัติศาสตร์อย่าง สตาลิน ฮิตเลอร์ พอลพต แล้วยิ่งน่าสนใจ
ทำไมเราถึงรู้สึกอย่างนั้น? หรือเพราะมนุษย์เชื่อว่าสังคมก้าวผ่านช่วงดำมืดไปแล้วเพราะธรรมะได้รับชัยชนะเหนืออธรรมอย่างเด็ดขาดจนไม่ต้องห่วงอะไรอีก เมื่อคิดแบบนี้ลูกหลานของประวัติศาสตร์อย่างเราๆจึงสามารถมองเหล่าบุคคลในประวัติศาสตร์และตัดสินพวกเขาได้อย่างอุ่นใจ
"มันไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่ เพราะเรากับมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
แต่ถ้าเบื้องหลังหน้ากากปิศาจที่หนังสือประวัติศาสตร์สวมใส่ให้คือใบหน้าของมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ต่างจากเราเล่า? หากต้นเหตุความชั่วร้ายไม่ใช่พลังด้านมืดแบบในการ์ตูน แต่เป็นอะไรซึ่งคลุมเครือและยังคงมีอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ล่ะ?
มนุษย์ปลอดภัยจากความชั่วร้ายจากในอดีตแล้วจริงหรือ?
พระเจ้าของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ผมจะเล่าในวันนี้อาจทำให้หลายคนช็อค ไม่เชื่อ หรือโกรธ แต่ก็ขอให้ฟังจบก่อนแล้วค่อยด่าละกันนะครับ

เวลาเสพมีมส์เกี่ยวกับฮิตเลอร์ผ่านสื่ออย่าง Hellboy, Indian Jones หรือเกมส์ Wolftenstein เรามักได้ภาพของชายหนวดจิ๋มไร้ศาสนาที่บ้าคุณไสย เวทมนต์ จะหนังเรื่องอะไรก็ต้องแสวงหาอาวุธอาถรรพ์เพื่อยึดครองโลก

โครเนนแห่งสมาคมไสยเวทย์ธูล สมาคมนี้มีจริงแต่ฮิตเลอร์ไม่ได้เป็นสมาชิกอย่าง Hellboy บอกนะครับ
การจะพบคำตอบว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ฮิตเลอร์ และทำไมชาวเยอรมันกว่า 60 ล้านคนถึงร่วมก่อกรรมทำเข็ญกับฮิตเลอร์อย่างเต็มใจนั้นเราคงต้องปูพื้นกันสักเล็กน้อย
ฮิตเลอร์เกิดประเทศออสเตรียในครอบครัวแคทอลิก โดยคุณแม่ Klara Pölzl เป็นคนเคร่งศาสนาและเข้าโบสถ์แทบทุกอาทิตย์ เธอพยายามดูแลลูกๆอย่างสุดความสามารถภายใต้การปกครองของ Alois Hitler สามีอารมณ์ร้ายที่ทุบตีครอบครัวบ่อยๆช่วยบ่มเพาะอุปนิสัยรุนแรงให้กับฮิตเลอร์
หลังพ่อตายในปี 1903 ฮิตเลอร์ออกจากบ้านเพื่อตามความฝันเป็นศิลปินนักวาดภาพแต่กลับถูกโรงเรียนในเวียนนาปฏิเสธถึงสองหน พอถึงปี 1907 คุณแม่ที่รักก็ด่วนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมอีกทำให้สถานะการเงินฮิตเลอร์แย่ลงทุกวัน สุดท้ายต้องไปซุกหัวนอนบ้านคนอนาถา ผ่านวันเวลาด้วยการเขียนภาพประทังชีวิต
พระแม่มารีกับพระบุตร ฮิตเลอร์วาดภาพนี้ในปี 1913 ผมว่าก็สวยดีออก ไม่รู้ทำไมโรงเรียนไม่รับ
(พี่ Starbucks อธิบายว่า ผมเข้าใจว่าในยุคของฮิตเลอรนั้นวงการศิลปะเติบโตไปมากๆๆแล้ว
แต่ศูนย์กลางศิลปะย้ายมาอยู่ทางอเมริกาแล้ว ส่วนรูปแบบงานศิลปะ
ของฮิตเลอร์นั้น เป็น pure painting จริงๆ ซึ่งเป็นความล้าสมัย
เชิงคลาสสิค แต่ดันไม่เป็นไปในรูปแบบที่สถาบันศิลปะส่วนใหญ่
ต้องการในช่วงเวลานั้น ..)
(ท่าน Madigral เสริมอีก
ประวัติศาสตร์ศิลป์กล่าวว่าที่ๆฮิตเลอร์ต้องการศึกษาคือBauhausครับ
ค่าเทอมแพงมาก มีแต่ชาวยิว(รวย)เรียน เป็นการจุดประกายแค้น
และทำให้งานของฮิตเลอร์เป็นแบบเก่าคลาสสิกด้วยเพราะบาวเฮาร์สเริ่มเป็นโมเดิร์น
จนถึงกับมีการสั่งเก็บงานโมเดิร์นเลยทีเดียว)
ขอบคุณครับ ^_^
เคราะห์ร้ายถาโถมเข้ามาทำให้ฮิตเลอร์เริ่มเคียดแค้นสังคมรอบข้าง ประจวบเหมาะกับที่มหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุในปี 1914 ฮิตเลอร์จึงถือโอกาสระบายอารมณ์และแสดงความรักประเทศเยอรมันทั้งที่ไม่ใช่บ้านเกิดด้วยการสมัครเป็นทหาร(ถึงออสเตรียกับเยอรมันจะ คือๆกันก็เถอะนะ)
ในสมรภูมินรกที่คร่าชีวิตคนหนุ่มกว่าสิบล้านคน หากมีกระสุนสักนัดพุ่งมาตัดขั้วหัวใจนายทหารชั้นผู้น้อยคนนี้ประวัติศาสตร์โลกอาจเปลี่ยนไปก็ได้ แต่ฮิตเลอร์กลับรอดชีวิตจากเหตุการณ์เฉียดตายหลายครั้งมาพร้อมกับความรู้สึกว่าพระเจ้าช่วยชีวิตเขาไว้เพื่อชะตากรรมยิ่งใหญ่บางอย่างเบื้องหน้า
พอสงครามสงบในปี 1918 นายทหารติดเหรียญกล้าหาญกางเขนเหล็กกลับจากแนวหน้ามาพบเยอรมันซึ่งต้องอับอายกับสนธิสัญญาแวร์ซาย เศรษฐกิจตกต่ำ กระแสคอมมิวนิสต์และความคิดอื่นๆประเดประดังเข้าสู่สังคมซึ่งบอบช้ำจนชาวเยอรมันหัวอนุรักษ์นิยมเริ่มเชื่อว่าต้องมีใครพยายามทำลายชาติอยู่แน่
ทุกคนเริ่มถามหาแพะ... และตามธรรมเนียมยุโรปก็ไม่มีใครเป็นแพะได้ง่ายกว่าชาวยิว ซึ่งสำหรับยุโรปแล้วความโกรธเกรี้ยวต่อยิวไม่ใช่อารมณ์ธรรมดานะครับ แต่เป็นความแค้นศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว (ทำไมถึงเป็นแบบนั้นต้องติดตามตอนสองถ้าใครดู The Passion of the Christ แล้วคงรู้คำตอบ ^_^)
พอปี 1919 อิทธิพลการเมืองฝ่ายขวาจัดเริ่มมีอำนาจ ฮิตเลอร์ถูกตำรวจมอบหมายให้ไปแทรกซึมพรรคคนงานเยอรมัน แต่ไปๆมาๆดันหลงใหลแนวคิดเข้าจึงเข้าร่วมจนได้เป็นใหญ่ในพรรค ปลายปี 1923 ฮิตเลอร์พยายามทำปฏิวัติแต่ล้มเหลวเลยโดนโยนเข้าตาราง ระหว่างนั้นเขาจึงเขียนหนังสือสุดอื้อฉาว Mein Kampf "การต่อสู้ของข้าพเจ้า" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของลัทธินาซี
เมื่อเราลองพลิกหน้า Mein Kampf ดูก็จะพบ"ความแค้นศักดิ์สิทธิ์"ต้นตอที่คาดไม่ถึงของค่ายกักกันและแก๊สพิษในอีกหลายปีต่อมา
"Hence today I believe that I am acting in accordance with the will of the Almighty Creator: by defending myself against the Jew, I am fighting for the work of the Lord."
"วันนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่ากำลังทำตามประสงค์ของพระผู้สร้าง การป้องกันตัวเองจากชาวยิวคือการทำงานรับใช้พระองค์"
ฮิตเลอร์ไม่ใช่ตัวร้ายสองมิติที่เชื่อว่ามีเทพมารสั่งให้ครองโลก...แต่เขาเชื่อว่ากำลังทำพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่!!
คนสมัยหลังอาจมองว่า ฮิตเลอร์ บุช หรือ บินลาเด็น ดูคล้ายกัน แต่ในขณะที่สองคนหลังเป็นวายร้ายบ้าศาสนา ฮิตเลอร์มักถูกสื่อสร้างภาพให้เป็นเจ้ามนต์ดำ สาวกดาร์วิน หรือไม่ก็ไร้ศาสนาไปเลย
...แต่ดูท่าจะไม่จริงเสียแล้ว...
ฮิตเลอร์ยิ่งย้ำอุดมการณ์นี้อีกในสุทรพจน์ปี 1922 ที่นครมิวนิก
"My feelings as a Christian points me to my Lord and Savior as a fighter. It points me to the man who once in loneliness, surrounded by a few followers, recognized these Jews for what they were and summoned men to fight against them and who, God's truth! was greatest not as a sufferer but as a fighter. In boundless love as a Christian and as a man I read through the passage which tells us how the Lord at last rose in His might and seized the scourge to drive out of the Temple the brood of vipers and adders. How terrific was His fight for the world against the Jewish poison. To-day, after two thousand years, with deepest emotion I recognize more profoundly than ever before the fact that it was for this that He had to shed His blood upon the Cross."
"ความรู้สึกแบบชาวคริสต์บอกข้าพเจ้าว่าองค์เยซูพระผู้รอดคือนักสู้! พระองค์เป็นผู้ที่แม้จะโดดเดี่ยวและมีสาวกห้อมล้อมเพียงหยอบมือก็ยังเห็นธาตุแท้ของยิวและเรียกผู้คนมาต่อสู้กับพวกมัน องค์เยซูไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะผู้ถูกทรมานแต่ในฐานะนักรบ! ข้าพเจ้าอ่านพระคัมภีร์บทที่พระบุตรลุกขึ้นขับไล่พวกนักแลกเงินออกจากวิหาร (มัธธิว 21:12) ด้วยความซาบซึ้งและความรักจนเข้าใจแล้วว่านี่เองคือสาเหตุให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน"
หากมีใครว่าแย้งนักการเมืองดาวรุ่งคนนี้กำลังบิดเบือนศาสนา ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้บันทึกไว้ อาจเพราะยังไม่มีใครกลัวพรรคนาซีที่สอบตกทุกเลือกตั้ง หรือไม่อย่างนั้นมันอาจจะไม่ใช่บิดเบือนเสียทีเดียว หากเป็นการมองส่วนที่ฮิตเลอร์อยากมอง และประจวบเหมาะว่าทุกคนเห็นด้วยกับมุมมองนี้ก็เป็นได้
ปีต่อมาวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ทำลายค่าเงินเยอรมันย่อยยับ เงินเฟ้อพุ่งกระฉูดหลายล้านเท่า ในสายตาประชาชนที่โกรธแค้นรัฐบาลแวมาร์กลายเป็นหุ่นเชิดยิวที่ต้องโค่นในทันที

แบงค์ร้อยล้านมาร์ค แต่ขนมปังแถวนึงราคาแปดหมื่นล้านมาร์ค!!
คราวนี้พรรคนาซีกวาดที่นั่งได้เต็มสภาด้วยสโลแกนกู้ชาติ/ชำระหนี้ต่างประเทศ(คอมโบหาเสียงเมืองไทยเลยนะนั่น) เชิดชูความเป็นหนึ่งเดียวของชาวเยอรมัน กล่าวโทษคอมมิวนิสต์ ฝ่ายซ้าย ชาวยิว พวกไร้ศาสนา
ทีนี้ก็ได้เวลาหล่อหลอมชาติเยอรมันขึ้นใหม่แล้ว...แต่จะทำยังไงให้คนหลายสิบล้านคนรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ความแค้นศักดิ์สิทธิ์ต่อชาวยิวนั่นเอง
ฮิตเลอร์และนักคิดโปรแตสแตนท์แนวหน้าเชื่อว่าปรัชญานาซีไปด้วยกันกับศาสนาคริสต์ได้ แต่ภาพลักษณ์ถ่อมตน อ่อนโยนของพระเยซูต้องถูกทดแทนด้วยพระบุตรนักรบอย่างในมัธธิวเสียก่อน และที่สำคัญความเป็นชาวยิวของพระเยซูต้องถูกหักล้างไปเพราะวีรบุรุษของชาวอารยันจะเป็นยิวไม่ได้!
พระเยซูผมทอง ตาฟ้ากำลังมองบาทหลวงที่ไม่ใช่อารยันอย่างรังเกียจ(Der Sturmer 1934)
ทูตสวรรค์ช่วยปราบมังกรยิวหลายหัว
ระวังพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายศาสนา! ชวนนึกถึงแดนสารขัณฑ์ยุคหนึ่งอยู่เหมือนกัน
เรื่องการวาดภาพพระเยซูให้เข้ากับท้องถิ่นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่นาซีไปไกลกว่านั้น พวกเขาเชื่อว่าหมู่บ้านแกลลิลีของพระเยซูไม่ใช่ชุมชนชาวยิวแต่เป็นอาณานิคมทหารโรมัน(พระเยยซูจึงผมทอง ตาฟ้าได้) สำหรับบทในพระคัมภีร์ซึ่งเหมือนเข้าข้างชาวยิวหรือยืนยันพันธสัญญาเดิมนั้นฮิตเลอร์เชื่อว่าเป็นการบิดเบือนของนักบุญปอลหรือยิวในสมัยหลังดว้ยเหตุผลว่าพระเจ้าในพันธสัญญาเก่ากับใหม่นั้นต่างกันเกินกว่าจะเป็นองค์เดียวกันได้
นักคิดโปรแตสแตนท์หัวนาซีเชื่อว่าพันธสัญญาใหม่เป็นคัมภีร์ส่วนที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกบิดเบือน โดยเฉพาะส่วนของนักบุญยอห์นซึ่งกล่าวร้ายชาวยิวตรงๆอย่าง
"You belong to your father the devil, and you want to carry out the desires of your father. He was a murderer from the beginning and has never stood for truth, since there is no truth in him. Whenever he tells a lie he speaks in character, because he is a liar and the father of lies." John 8:42
"ท่าน(ยิว)ทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือพญามาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เดิมมา และมิได้ตั้งอยู่ในความจริง เพราะความจริงมิได้อยู่ในมัน เมื่อมันพูดมุสามันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา"
ความพยายามจะ"ชำระ"ความเป็นยิวออกจากพระคัมภีร์นี่เองทำให้วงในของพรรคนาซีเวลานั้นตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวชื่อ Positive Christianity กับสมาคมDeutsche Christen หรือคริสเตียนเยอรมันขึ้นมา
Positive Christianity ให้พระเยซูเป็นนักเทศน์ผิวขาว ผู้ต่อต้านยิวคนแรก พวกหัวสุดโต่งจัดๆถึงขั้นปฏิเสธพันธสัญญาเก่ากันเลยทีเดียว ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับจากบาทหลวงลัทธิโปรแตสแตนท์จำนวนมาก เพราะแปะกับมีมส์"ความแค้นศักดิ์สิทธิ์"ที่มีอยู่เดิมได้แนบสนิท
เมื่อโบสถ์ตามคนก็ไป ฮิตเลอร์วางรากฐานของจักรวรรดิไรค์ที่สามด้วยศาสนา...น่าตกใจแต่ก็เป็นเรื่องจริงครับ
งานชุมนุม Deutsche Christen หรือคริสเตียนเยอรมันพร้อมบาทหลวงโปรแตสแตนท์เป็นทิวแถว
กางเขนและสวัสดิกะ ภาพที่หลายคนอาจไม่เชื่อว่ามีจริง
ไฮล์ ฮิตเลอร์!
รูปพระเยซูกำลังอวยพรทหารนาซีในโบสถ์ที่ระลึกมาร์ติน ลูเธอร์ บิดาแห่งลัทธิโปรแตสแตนท์
แต่เนื่องจากโบสถ์โปรแตสแตนท์ค่อนข้างอิสระสูง ไม่เป็นกลุ่มก้อนเหมือนอย่างแคทอลิก ฮิตเลอร์จึงต้องแต่งตั้งไรค์บิชอปขึ้นดูแลโบสถ์คริสเตียนทั้งเยอรมัน
บุคคลนั้นคือ ไรค์บิชอป ลุดวิก มุลเลอร์
แต่ความพยายามรวมโบสถ์ของฮิตเลอร์ไม่ง่ายอย่างที่คิด แถมโบสถ์โปรแตสแตนท์หลายสายก็ไม่เห็นด้วยกับ Positive Christianity ที่ดูจะเชิดชูฮิตเลอร์เกินไป(แต่กลุ่มนี้ตอนแรกก็ไม่ได้ต่อต้านนโยบายรัฐบาลนาซีนะครับ) พอลุดวิก มุลเลอร์ประสบความล้มเหลวในปี 1937 ฮิตเลอร์ซึ่งเอาความซื่อสัตย์เป็นใหญ่จึงเริ่มออกอาการเป็นศัตรูโบสถ์อื่นๆในเยอรมัน
แต่ถึงจะด่ากราดโบสถ์หรือ"คริสตศาสนา"ขนาดไหน ฮิตเลอร์และผู้นำนาซีก็ไม่เคยกล้าว่าร้ายพระเยซูทั้งในที่ลับและแจ้ง กลุ่มผู้ถือ Positive Christianity ถือเป็นแกนศาสนาสำคัญในนาซีเยอรมันจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลก ถึงภายหลังจะมีโปรแตสแตนท์หลายคนตาสว่างต่อต้านความเลวร้ายของฮิตเลอร์ก็เป็นส่วนน้อยและสายไปเสียแล้ว
กระทั่งปีท้ายๆของสงคราม ฮิตเลอร์ก็ยังเสียดายความล้มเหลวของมุลเลอร์ และโทษยิวอีกตามเคย
"Jesus was most certainly not a Jew. The Jews would never have handed one of their own people to the Roman courts; they would have condemned Him themselves. It is quite probable that a large number of the descendants of the Roman legionaries, mostly Gauls, were living in Galilee, and Jesus was probably one of them. His mother may well have been a Jewess. Jesus fought against the materialism of His age, and, therefore, against the Jews. Paul of Tarsus, who was originally one of the most stubborn enemies of the Christians, suddenly realised the immense possibilities of using, intelligently and for other ends, an idea which was exercising such great powers of fascination. He realised that the judicious exploitation of this idea among non-Jews would give him far greater power in the world than would the promise of material profit to the Jews themselves. It was then that the future St. Paul distorted with diabolical cunning the Christian idea. out of this idea, which was a declaration of war on the golden calf, on the egotism and the materialism of the Jews, he created a rallying point for slaves of all kinds against the elite, the masters and those in dominant authority. The religion fabricated by Paul of Tarsus, which was later called Christianity, is nothing but the Communism of to-day." night of 29-30 November 1944 Hitler's table talk
"พระบุตรไม่ใช่ยิวแน่ๆ พวกยิวไม่มีทางส่งคนชาติเดียวกันไปให้ศาลโรมันหรอก เป็นไปได้สูงว่าเวลานั้นผู้ตัั้งรกรากในแกลลิลีเป้นทหารโรมันและพระเยซูก็เป็นชาวโรมัน พระนางมารีอาจเป็นยิว แต่พระบุตรก็สู้กับลัทธิวัตถุนิยมในเวลานั้น ซึ่งก็คือการต่อสู้กับยิวนั่นเอง ภายหลังปอลแห่งทาซัสซึ่งแต่เดิมเคยเป็นศัตรูของชาวคริสต์แท้จริงเห็นว่าการนำความคิดดั้งเดิมของพระเยซูไปบิดเบือนจะทำให้เขามีอำนาจ ปอลจึงสร้างศาสนาคริสต์ปลอมซึ่งไม่ต่างจากคอมมิวนิสต์ขึ้นมา"
บทสนทนารอบโต๊ะชาของฮิตเลอร์
ฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จกับกลุ่มโปรแตสแตนท์อย่างสูง แต่ขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าศาสนจักรแคทอลิกคงไม่มองมุมเดียวกับตนง่ายๆ เพราะถึงฮิตเลอร์จะเกิดในครอบครัวแคทอลิกและจ่ายภาษีให้กับโบสถ์จนวันตาย(และถึงทุกวันนี้วาติกันก็ยังไม่อัปเปหิฮิตเลอร์ออกจากศาสนา) แต่ความคิดของเขาโน้มเอียงไปทางโปรแตสแตนท์มากกว่า ที่สำคัญความสัมพันธุ์ระหว่างโปรแตสแตนท์กับแคทอลิกในเยอรมันไม่สู้จะราบรื่น ศาสนจักรเองก็เลิกนโยบายรังเกียจชาวยิวไปหลายปีแล้ว กระนั้นฮิตเลอร์ก็จีบวาติกันจนยอมเซ็นสัญญาร่วมมือระหว่างกันสำเร็จในปี 1937 ด้วยการแสดงตนเป็นนักต่อต้านคอมมิวนิสต์
การเซ็นสัญญา Reichskonkordat
แคทอลิกเยอรมันไม่เห็นด้วย Positive Christianity แต่"ความแค้นศักดิ์สิทธิ์"ก็ไม่ใช่มีมส์ของโปรแตสแตนท์แต่อย่างเดียวจึงมีคณะบาทหลวงจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับแนวคิดนาซี
บาทหลวงแคทอลิก ไฮล์ ฮิตเลอร์! บ้าง
คนขวาสุดคือ โจเซฟ เก็บเบิลส์ แคทอลิกหัวเอียงขวาผู้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อ
ด้วยความที่ศาสนจักรแคทอลิกในเยอรมันขึ้นตรงกับโรม คณะบาทหลวงจึงมีทั้งที่สนับสนุนฮิตเลอร์และต่อต้าน ผลคือระหว่างสงครามเหล่าสาธุคุณเลยโดนตำรวจลับจับไปประหารกว่าสองพันคน
สำหรับองค์สันตะปาปา Pius XII ตอนแรกก็สนับสนุนฮิตเลอร์เพราะคิดว่าจะได้ผู้นำที่แข็งแกร่งมาต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่พอสงครามของเยอรมันเริ่มขยายวงกว้างจนลามไปถึงการกวาดล้างชาวยิวพระองค์จึงเอะใจและเริ่มช่วยเหลือผู้อพยพกับชาวยิวอย่างลับๆ กระนั้นนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าถ้าองค์สันตะปาปาประกาศอะไรหนักแน่นกว่านี้ อัปเปหิฮิตเลอร์ออกจากศาสนาไปเลย ชาวเยอรมันแคทอลิกอาจเลิกร่วมมือกับนาซีก็ได้
...หรือโป๊บอาจจะโดนเก็บแทน...
ตลอดการปกครองของจักรวรรดิไรค์ที่สาม มีชาวคริสต์ทั้งแคทอลิกและโปรแตสแตนท์จำนวนมากลุดขึ้นต่อต้านการกระทำของฮิตเลอร์อย่างกล้าหาญจนต้องจบชีวิตในค่ายกักกัน
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ากองทัพนาซีที่ย่ำยีชาติต่างๆ เข่นฆ่าคนนับสิบล้านอย่างไร้ปราณีไม่เห็นว่าศีลธรรมทางศาสนาของพวกเขาจะขัดแย้งกับ"ความแค้นศักดิ์สิทธิ์" ที่ตนมีสักนิดตรงกันข้ามพระเจ้าของ อดอล์ฟ ฮิตเอลร์เป็นรากฐานอันมั่นคงของจักรวรรดิไรค์ที่สามซึ่งตำราสมัยหลังยังอึดอัดในการยอมรับความจริงข้อนี้
ฉะนั้นอย่าคิดครับว่าการล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนมนุษย์เกิดขึ้นอีกไม่ได้ ต้นตอของมันไม่ใช่พลังลึกลับหรือด้านมืดอย่างที่เห็นในหนัง คนธรรมดากลายเป็นปิศาจร้ายไม่ใช่จากการบิดเบือนอย่างที่เราเชื่อกันหากเป็นการเลือกมองโลกอย่างที่ตรงกับจริตตัวเองเท่านั้น ขาดสีเทาหม่นซึ่งเจือปนอยู่ตรงกลางไป
มนุษย์ไม่ว่าศาสนาใดก็ไม่ได้อยู่เหนือความรุนแรงเลย ยิ่งเหตุการณ์ในบ้านเมืองช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงพระสงฆ์ในพุทธศาสนารูปหนึ่งที่บอกกับชาวบ้านในยุคตุลาว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" แล้วยิ่งขนลุกซู่
อย่าติดมีมส์โลกนี้มีสองสีดีชั่วเลยครับ ทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่เห็นเสมอไป กระทั่งฮิตเลอร์เองก็ตาม พึงจำไว้เสมอว่า
"When you look into an abyss, the abyss also looks into you."
Friedrich Nietzsche
SRC : The Holy Reich: Nazi Conceptions of Christianity, 1919-1945 by Richard Steigmann-Gall
ศาสนาและความศรัทธาเป็นแรงขับที่ดีสำหรับการชักจูงคนหมู่มาก ไม่งั้นจะมีสงครามศาสนาเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันหรอ
แต่ประเทศที่เป็นพุทธแค่ชื่ออย่างไทย นิยมใช้วิธีหาแพะมากล่าวโทษมากกว่า ใช้กันมาจนเป็นสุภาษิตไปแล้ว ฮาๆๆ อะไรอะไรก็แพะผิด
#1 By LUMiN on 2008-10-13 13:30