Doggonit!...ให้มันได้อย่างนี้สิ
 
ผมนึกว่าเรื่องวุ่นๆจะจบเสียที ที่ไหนได้ผ่านเลือกตั้งผู้ว่ามาสองวันก็มีเรื่องนองเลือดกันอีก ทั้งที่ผู้ชุมนุมร่อยหรอลงทุกวันน่าจะตัดสินได้แล้วว่าใครชนะในศึกประลองอุดมกูครานี้หรือบางทีอาจมีใครอยากได้กลิ่นคาวเลือดไปชูรสกับข้าวที่เมืองไกลก็ไม่รู้สิ?
 
วันเดียว 500 จุด!  นิเคอิตก 400 กว่า ตลาดหุ้นจีนยังลง
 
แต่เขาจะรู้กันบ้างไหมนะ ว่าระหว่างนี้ดัชนีดาวโจนส์ได้ตกไปต่ำกว่าหมื่นจุดเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงตามกันกราวๆเพราะยังไม่มีใครเห็นทางออกจากวิกฤติการทางเงินครั้งใหญ่สุดในรอบศตวรรษได้...บ้านกำลังไฟท่วม ผู้อาศัยต่างหาทางดับยกใหญ่ แต่คนในห้องเล็กๆชื่อว่าเมืองไทยกำลังเขวี้ยงทหารพลาสติกใส่กัน  หาสำเหนียกว่าผู้ชนะจะต้องยันร่างที่ฟกช้ำขึ้นมาเผชิญหน้าวิกฤติซึ่งแม้แต่มหาอำนาจยังขวัญหนีดีฝ่อ อย่าคิดว่าปิดประตูตีกันแล้วเปลวเพลิงมันจะไม่ลามเข้าไปหา
 
การลงทุน น้ำหล่อเลี้ยงอันหาได้ยากในยุคเศรษฐกิจโลกฝืดเคืองกำลังลอยหลุดไปวันละหลายล้านบาทเพราะธุรกิจต่างชาติไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น พรุ่งนี้มีปฏิวัติ?  ฝรั่งหัวดำหัวทองถูกลูกหลงพุงแตกตายคาแทกซี่? เต้นจ่ำบ๊ะฉลองฮัลโลวีนกันกลางถนน?
 
 คนที่อยากจะให้บ้านเมืองมันเพอร์เฟคต์ เรียกร้องจนกว่าจะถอนรากเหง้าของนายหน้าเหลี่ยมได้หมดผมเข้าใจ แต่รู้ใช่ไหมครับว่าทำไมมนุษย์ถึงเรียกร้องประชาธิปไตย...ก็เพราะมันเป็นระบอบเดียวที่ถ่อมตัวยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ รับรู้ว่าผู้ปกครองไม่ได้มีปัญญาแบบพระเจ้า ฉะนั้นประชาชนจึงมีสิทธิ์เสียงเอ่ยคำถาม มีการตรวจสอบ คานอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
 
แต่พอเอารถไล่บี้ตำรวจ ระเบิดปิงปอง มันทำให้ผมสงสัยว่าเขารู้ตัวไหมว่ากลายเป็นอะไรไปแล้ว
 
บ่อยเหลือเกินที่ได้ยินแกนนำพูดเหมือนว่านี่เป็นการต่อสู่ครั้งสุดท้าย หลังได้ชัยชนะแล้วทุกอย่างจะเพอร์เฟคต์ ผิดแล้วครับ...ประชาธิปไตยไม่มีวันสมบูรณ์แบบ สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันของทุกคนเป็นเสมือนดวงดาวแสนไกลที่ไม่มีวันเอื้อมถึง แต่มนุษย์ก็ต้องยืนหยัดเงยหน้าให้อุดมคติประชาธิปไตยสะท้อนพราวอยู่ในดวงตาเสมอ เพราะเมื่อไหร่ปล่อยปละ ยื่นอำนาจเด็ดขาดให้ผู้หนึ่งผู้ใด กฏเดรัจฉานที่ครองเรามานับหมื่นปีจะหวนคืนมาอีก
 
การกดขี่ ความไม่เสมอภาคเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้  แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่าความไม่สมบูรณ์แบบเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์และประชาธิปไตย ฉะนั้นการทะเลาะเบาะแว้งย่อมต้องดูกาลเทศะว่าขณะนี้มีปัญหาใหญ่กว่ากำลังรอเขมือบทั้งประเทศอยู่หรือเปล่า?
 
 คนไทยเหมือนมีสังคมสองบุคลิก ด้านหนึ่งก็เย้วๆเอาให้ตาย แต่อีกฟากก็หัวอ่อนกันด้วยคำว่า "เถียงกันทำไมเดี๋ยวก็ต้องสร้างทุกอย่างใหม่จากเถ้าถ่าน บลาๆๆ" ทั้งที่จริงๆแล้วมันใช้ไม่ได้ในประชาธิปไตยทั้งคู่ ทะเลาะกันให้เฟอร์นิเจอร์ฟังบ้างสักชิ้นสองชิ้นเป็นเรื่องดี แต่ทุกอย่างต้องมีกาลเทศะและวิธีการ หยุดตรวจสอบตนเองบ้าง
 
...แต่นี่ไม่เห็นจะมีเลย...
 
บางทีเราคงคิดว่า "สู้เอาให้ชนะตรงนี้ละวะ ปัญหาอื่นเดี๋ยวก็มีวีรบุรุษม้าขาวมาช่วยเอง" แต่เห็นไหมครับว่าคนเก็บซากปรักหักพัง เช็ดรอยเลือดบนราชดำเนินทุกครั้งก็ประชาชนคนไทยด้วยกันนี่แหละ ม้าขาวน่ะหางปลิวไปไหนแล้วไม่รู้ ทะเลาะกันเมืองไทยผู้นำแทบไม่มีตาย จนตรอกจริงก็หนีไปเบอร์มิวดายังได้
 
เรานี่แหละ อีกปีสองปีข้างหน้าจะหาเงินจากไหน อยู่กับวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ยังไง ในเมื่อบริษัทต่างๆหนีไปจีนหรืออินเดียหมดแล้ว
 
 ถ้าจะสู้หรือทะเลาะก็บนสนามของประชาชนเถิด ให้ลงจากเวทีแล้วผู้ประท้วงทั้งสองฝ่ายมีงานให้กลับไปทำ มีเงินส่งเสียลูกเรียน ซื้อข้าวทานเสียก่อน อย่าให้คนรวยมาจูงไปตีกันเลย
 
หันมองไปข้างนอกบ้าง ประกายไฟในห้องเล็กๆนี้มันจิ๊บจ๊อยนักเมื่อเทียบกับเพลิงที่กำลังลามอยู่ทั้งบ้าน เวลามีไม่มากก่อนที่ทุกคนจะถูกเผาหมด
 
ชอบใครไม่ชอบใครไม่สำคัญแล้วละครับ อีกหลายเดือนข้างหน้าเราคงได้แบ่งปันความทุกข์ยากด้วยกันอย่างทั่วถึง ถ้าถึงตอนนั้นแล้วชาวไทยช่วยกันฝ่าฟันปัญหาจากภายนอกไปได้...วันใดฟ้าใสอีกครั้ง เราอาจพบวิธีอยู่ร่วมกันเสียที
 
 
ไม่งั้นจะส่ง Bigfoot/Lochness Monster ลงสมัครจริงๆด้วยเอ้า!

Comment

Comment:

Tweet

Hot!

#47 By Deear Gaeseng on 2008-10-10 08:57

เขียนอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเห็นด้วย.. และไม่เข้าใจคนที่ยังเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่.. เนื้อหานี้เป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุด..

m(_ _)m

Hot! Hot! Hot!

#46 By Hayashi Kisara on 2008-10-10 04:58

Hot!

ชอบครับ มีสาระดี+ชี้ให้เห็นปัญหาในขณะนี้ด้วย
ขอบคุณสำหรับความเห็นยาวที่มีค่าครับ ^_^

#44 By Repentant on 2008-10-09 23:03

ทำไมคนไทยถึงแตกแยกขนาดนี้ มันก็มาจากเรื่องเดิมๆ ที่เรียกว่าการยัดเยียดความคิด การปฏิเสธแนวคิด และก็ลงไปสู่สิ่งเดิมๆ คราบเลือดและหยดน้ำตา

ตั้งแต่สมัยพ่อผม ที่อยู่เบื้องหลัง 14 ตุลา จนถึงแม่ผม ที่เพื่อนหายไปเพราะลูกกระสุนในวันที่ 6 ตุลา มันก็คือเรื่องเดิมๆ ทั้งสองคนมีความเห็นตรงกันก่อนที่มันจะเกิดเรื่องไม่น่าเกิดขึ้นใน 2 วันมานี้

นั่นคือปฏิเสธที่สิ่งที่จะนำมาสู่ความรุนแรงทุกอย่าง

สมัย 6 ตุลา แม่ผมเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ของสีชมพู แน่นอนว่าสมัยนั้นสามย่านยังไม่ใช่ใจกลางเมืองด้วยซ้ำไป จึงอาจจะไม่มีบทบาทเท่ากับท่าพระจันทร์ ที่อยู่ใจกลางของการเผชิญหน้าทั้งมวล นั่นถือเป็นโชคดีของผมแล้ว

สมัยนั้นก็เหมือนกับตอนนี้ ภายในคณะถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน แทบไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง นอกจากนั้นยังถูกระดมด้วยข่าวลือ ทุกๆ วัน ข่าวลือเช่น มีคนผลักนักศึกษาตกจากรถไฟขณะกำลังขึ้น ข่าวลือที่สร้างความเจ็บแค้นกับผู้มีอำนาจ ที่ปลุกให้คนเข้าร่วมกับหมู่คณะในที่สุด

ก็เหมือนกับในตอนนี้ ต่างกันก็ตรงที่ว่า ในตอนนี้สามารถตรวจสอบข่าวลือต่างๆ นี้ได้ง่าย แต่ก็คือผู้คนเองไม่เคยวิเคราะห์ข่าวสาร ได้รับสารมาอย่างไรก็ตีความเข้าข้างตัวเองไปเสียหมด แถมยังสาปแช่งคนที่ออกความเห็ฯในฝั่งตรงข้ามอีกด้วย ก็เหมือนกับ forward mail เรื่องฝนเทียมและพายุนาร์กีส ไม่เคยจะมีใครออกมาต่อต้าน เพราะแค่สงสัย ทั้งตระกูลก็ถูกสาปแช่งแล้ว

ทั้งหมดผลักดันคนออกไปติดข้างฝาทั้งสองข้างอย่างสุดขอบกำแพง เหลือช่องว่างของความไม่เข้าใจไว้ตรงกลาง จนวันหนึ่งช่องว่างนี้ก็กลายเป็นกำแพง

การปฏิเสธแนวคิด การต่อต้าน คำว่าตาบอดได้ถูกนำออกมาใช้

สมัย 14 ตุลา ที่คนมองว่าเป็นการต่อสู้ของคนมีเปล่าและคนมีอาวุธ คนมีอำนาจ และคนถูกกดขี่นั้น คนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้บอกผมตรงๆ ว่า สิ่งที่พวกเรารับรู้ เลือกที่จะรับรู้ เลือกที่จะส่งผ่าน และเลือกที่จะบอกตัวเองว่าอย่างนั้น ก็คือด้านเดียวของประวัติศาสตร์

หลายๆ คนคงรู้ว่า แม้กระทั่งจอมพลถนอม ที่ถูกเล่าบอกว่า เป็นคนที่สร้างเหตุการณ์เมื่อปี 2516 นั้น ก็ยังตายในเมืองไทย เลือกมาตายที่เมืองไทย ในเวลาไม่กี่ปีนี้เอง

พ่อของผมบอกกับผมตรงๆ ว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้น แน่นอนว่ามันเป็นพลังบริสุทธิ์ เหมือนกับตอนนี้ ไม่มีใครไปบังคับให้คนๆ หนึ่งทำ แต่ที่แน่ๆ กลุ่มคนตรงนี้ถูกเรียกว่ากลุ่มปัญญาชน และเป็นแรงผลักดันให้คนออกมาเรียกร้องมากขึ้นๆ

และที่แน่ๆ มีคนได้ผลประโยชน์กับเรื่องนี้ และคนที่ออกมาก็เป็นหมากตัวหนึ่งของคนหล่านี้เท่านั้น เมื่อกลุ่มคนที่ออกไปชุมนุม ไม่ได้แบกตัวของตัวเองออกไปเท่านั้น แต่แบกสิ่งที่อยู่บนบ่า บนหน้าอก บนเข็มขัด บนหมวก ออกไปด้วย

จนสุดท้าย เมื่อขอบกำแพงได้บีบคนสองฝ่ายเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อปี 2519 จุดแตกหักออกมาจากคำว่า นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ทหารของพ