กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในอาณาจักรอันไกลโพ้น ยังมีหนูน้อยขี้สงสัยชื่อเนลล์ผู้หลงไหลในเสน่ห์ของดวงจันทร์ ทุกๆคืนเนลจะออกมานั่งอาบแสงนวลอยู่เนิ่นนานราวกับว่าประกายทองอร่ามนั้นจะติดเนื้อตัวมาด้วย
ดวงจันทร์ทำจากอะไร? เนลตั้งคำถามนี้กับครอบครัวเสมอ ซึ่งคำตอบที่เธอได้ยินก็คือ "ชีส"
ใช่แล้ว...ดวงจันทร์ทำจากชีส คุณพ่อคุณแม่ของเนลถูกสอนมาอย่างนี้ เช่นเดียวกับปู่และย่าไล่ไปจนถึงบรรพบุรุษหลายร้อยชั่วรุ่น
"ไม่เห็นเหรอลูกว่าชีสกับดวงจันทร์มีสีและรอยปุ่มปั่มเหมือนกัน" พ่อของเนลสอน "อีกอย่างอีกาอารอน มหาเสนาบดีเมื่อยุคโน้น(ก่อนที่ราชาหนูจะจับได้ว่าพวกกาชอบแอบกินโอรส ธิดาของพระองค์เวลาเผลอ) ยังได้บินไปถึงดวงจันทร์แล้วกลับมายืนยันว่ามันทำจากชีสแน่ๆ"
(Director Commentary: คำอ้างว่าชีสกับดวงจันทร์คล้ายกันคือการวิเคราะห์ผ่านตรรกะ ซึ่่งสิ่งที่เราได้จากกระบวนนี้คือสมมติฐานเท่านั้น คนทั่วไปมักคิดว่าสมมติฐานทำนองนี้มีความหมายเท่ากับทฤษฏีในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผิดถนัดเลยละครับ การอ้างกาอารอนนั้นเข้าข่าย Argument from authority หรือการอ้างจากผู้รู้ ซึ่งใช้ได้แต่ก็ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลก่อนเช่นกัน)
"แต่นั่นแค่นิทานนี่ท่านพ่อ" หนูขาวขี้สงสัยเถียง "พวกกาถูกไล่ออกจากอาณาจักรไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว อีกอย่างถ้าอารอนบินไปดวงจันทร์มาจริงๆก็น่าจะบิชีสกลับมาเป็นหลักฐานสักชิ้นสิ"
"อ่าาาา เพราะก้อนชีสจากดวงจันทร์นั้นอร่อยมากจนราชาหนูเสวยมันหมดน่ะสิ" แม่หนูเสริมขึ้นอย่างอ้ำอึ้ง "แล้วแม่ก็คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรจะมีสีเหลืองเหมือนดวงจันทร์แล้วนอกจากชีส"
(Director Commentary: แม่หนูกำลังใช้ Argument from ignorance หรือการอ้างเหตุผลจากความไม่รู้ ปัญหาของการอ้างแบบนี้คือมันมักมาจากความโง่ อวิชชาของเราเอง ไม่ใช่ความบกพร่องขององค์ความรู้ เหมือนกับคนบอกว่า "ดวงตาน่ะวิวัฒนาการขึ้นมาเองไม่ได้หรอก")
"มีสิท่านแม่ ก็ทองยังไงล่ะ ข้าเห็นพวกสุนัขวาณิชเอามาขายในเมือง" เนลกระดิกหนวดอย่างที่พวกหนูชอบทำเวลาไขปัญหาออกกแล้วว่าต่อ "ข้าว่าดวงจันทร์อาจจะทำมาจากทองก็ได้นา ถ้าเป็นชีสจริงมีเหรอจะไม่ถูกพวกวาฬลอยฟ้าเขมือบเข้า"
ได้ยินเท่านั้นพ่อหนูก็ตาเหลือกราวกับถูกกับดักดีดใส่หน้า
"อย่าพูดอย่างนี้อีกนะเนล" เสียงจุ๊ปากดังมาพร้อมกับสายตาห้ามปราม "ไม่ได้เรียนในชั้นเหรอว่าถ้าเชื่อฟังคำสอนของสภาเสนาบดีแล้วพอตายวิญญาณจะลอยขึ้นดวงจันทร์ไปกินชีส นี่อยากโดนราชสำนักจับไปปล่อยให้แมวกินหรือไง"
"คิดถึงคุณปู่คุณย่าด้วยสิลูก พวกท่านจะรู้สึกยังไงถ้าเจ้าไปพูดเลอะเทอะๆจนพวกท่านเชื่อว่าต้องไปวิ่งบนแผ่นทองตลอดกาลแทนที่จะได้ทานชีสน่ะ" (ทองไม่มีค่าสำหรับพวกหนูอยู่แล้วนี่นะ)
ยิ่งโดนแม่สำทับเนลก็เลยเงียบปากไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก กระนั้นความคิดว่าดวงจันทร์ไม่ได้ทำจากชีสก็ยังก้องในสมองหนูๆของเธอทุกคืนที่ออกไปนั่งอาบแสงนวล
หลายดวงจันทร์ผ่านไป
เมื่อเนลโตเป็นวัยรุ่นก็ถูกส่งไปเรียนมหาวิทยาลัยในนครหลวงหนู ความรู้ที่เพิ่มพูนทำให้เนลเริ่มมองคำถามสมัยเด็กด้วยมุมมองใหม่ เธอเลิกไปเที่ยวเล่นร้องเสียงจี๊ดแข่งกับเพื่อนๆในวันหยุดแล้วหมกหมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน แม่หนูสาวไปๆมาๆระหว่างห้องสมุดกับท่าเรือเหาะเพื่อศึกษาคุณสมบัติของทองคำและทำนายว่าหากดวงจันทร์เป็นทองคำจริงมันต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง นอกจาดนั้นเนลยังต้องคิดค้นวิธีเอาชิ้นส่วนดวงจันทร์กลับมาพร้อมกับหาคนที่บ้าบิ่นพอจะพาเธอล่องทะเลดาวไปให้ถึงดวงจันทร์ อันเป็นจุดหมายซึ่งสะท้อนอยู่ในดวงตาทุกครั้งเมื่อแหงนขึ้นฟ้า
(Director Commentary: ทฤษฏีที่ดีต้องทำนายได้ว่าปรากฏการณ์นั้นๆจะทำตัวเช่นไรภายใต้ตัวแปรหรือสถานการณ์หนึ่งๆ ทฤษฏียิ่งทรงพลังดท่าไหร่ก็ทำนายได้มากขึ้นเท่านั้น)
หลังบากบั่นวางแผนการทดลองและตระเตรียมอุปกรณ์อยู่หลายปีจรตัวเริ่มอ้วนปุ๊กลุก วันหนึ่งเนลล์ก็ได้พบกัปตันสุนัข(หรือสุนัขกัปตัน)ชื่อแบล็คกี้ นักผจญภัยเลื่องชื่อผู้ไม่เคยกลัวภยันตรายใดๆและเสาะหาดินแดนใหม่ให้พิชิตอยู่เสมอ เนลเกลี้ยกล่อมอาจารย์หนูซึ่งมีความคิดคล้ายกันจนได้เงินมาเป็นค่าจ้างกัปตันแบล็คกี้ แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินทาง
(Director Commentary: ขั้นตอนนี้เรียกว่า Funding โปรเจคต์วิทยาศาสตร์ต้องใช้เงินทั้งนั้นและส่วนใหญ่ก็มาจากภาษี เท่ากับเราทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียกับความก้าวหน้าทางวิทยาการนั่นเอง)
คณะเดินทางต้องฝ่าฟันอันตรายนานับประการ ทั้งฝูงฉลามมีปีกใจร้าย โจรสลัดปลาหมึกยักษ์(เรียกสั้นๆว่าสลัดปลาหมึก) ซึ่งจะไม่ขอเล่าในที่นี่เพื่อประหยัดเวลา กระทั่งดวงจันทร์ใหญ่ขึ้นจนเต็มหน้าต่างห้องดาดฟ้า เนลก็เปิดหน้าต่างอย่างหวาดๆและพบว่าอากาศไม่ฉุนชีสอย่างที่ชาวหนูเชื่อกัน แสงทองที่กำลังอาบหน้าแหลมๆก็เจิดจ้าเกินกว่าจะเป็นก้อนชีสได้ ยิ่งพอเห็นปลาวาฬลอยฟ้าต้องร้องไห้หัวโนเพราะว่ายชนกับดวงจันทร์เข้าอย่างจังจนผิวทองคำบุบ เนลก็มั่นใจว่าดวงจันทร์ต้องเป็นทองคำ! ไม่ใช่ชีสเป็นแน่แท้!
ถึงสมมติฐานจะถูกแต่เธอต้องเก็บหลักฐานไปแสดงให้ชาวอาณาจักรหนูดู มิฉะนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับคำสอนของกาอารอน ความรู้ที่รู้เองคนเดียวแล้วบอกต่อๆโดยไม่สามารถแสดงหลักฐานหรือทำซ้ำให้เห็นได้นั้นไม่นับเป็นทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์
เรือของคณะผจญภัยยิงปืนใหญ่ใส่ดวงจันทร์จนสะเก็ดทองหลุดกระเด็นออกมาหลายชิ้น เนลใช้ตาข่ายเงินสาวผงสีอร่ามเข้ามาเก็บเป็นหลักฐานแล้วบันทึกตำแหน่งบนพื้นผิวไว้อย่างละเอียด เธอให้แบล็คกี้ยิงปืนใหญ่อีกหลายนัดใส่ส่วนอื่นๆของดวงจันทร์เพื่อความมั่นใจว่ามันทำจากทองทั้งดวงจริงๆและยังจับลูกวาฬลอยฟ้าที่หัวโนเพราะดวงจันทร์กลับไปด้วยอีกด้วย
(Director Commentary: การทดลองที่ดีต้องจดบันทึกอย่างละเอียดเพื่อให้คนอื่นพิสูจน์ด้วยการทำซ้ำได้ ต่อให้เป็นทฤษฏีที่ไม่สามารถสร้างเหตุการณ์นั้นซ้ำอย่างบิ๊กแบง เราก็ต้องมีหลักฐานพยานที่แน่นหนาพอจะสนับสนุนทฤษฏีได้ คล้ายๆกับคดีฆาตกรรมนั่นเอง)
เมื่อกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน ใช่ว่าการพิสูจน์ทฤษฏีของเนลจะจบลง เธอต้องเขียนรายงานสรุปเรื่องราวการเดินทางเป็นทฤษฏีดวงจันทร์ทำด้วยทองอย่างละเอียด ก่อนจะไปเผชิญหน้ากับขั้นตอนที่โหดร้ายยิ่งกว่าคมเขี้ยวฉลามมีปีกเสียอีก นั่นคือคณะนักวิชาการแห่งอาณาจักรหนูที่เนลต้องโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อว่าดวงจันทร์ไม่ได้ทำจากชีส
เขาเรียกว่ากระบวนการ Peer review นั่นเอง
คำอธิบายยิ่งฉีกความคิดเดิมๆเท่าไหร่ยิ่งถูกเพ่งเล็งมากขึ้นเท่านั้น และการได้ล้มคำอธิบายก็เป็นความสุขซาดิสต์อย่างหนึ่งของเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวหนู(จนสภาปราชญ์ถูกครหาว่าทำตัวเหมือนแมว) การตรวจสอบอาจกินเวลาหลายปี กว่าคณะนักวิชาการจะส่องกล้องดูดวงจันทร์เพื่อเทียบรอยแหว่งกับชิ้นส่วนที่เก็บกลับมาว่าตรงกันวาฬลอยฟ้าที่จับกลับมาก็ต้องแสดงร่องรอยการชนกับก้อนทองขนาดใหญ่
ที่สำคัญคำอธิบายของเนลจะต้องเหนือกว่าคำอธิบายดวงจันทร์ทำจากชีสเดิมๆ ช่วยไขปริศนาอื่นๆเกี่ยวกับดวงจันทร์เช่นทำไมมันถึงมีรอยยุบ รวมทั้งประสานกับความจริงอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะเจาะ (Director Commentary: เหมือนกับที่ฟอสซิลและหลักฐานพันธุกรรมต่างชี้เราไปในทางเดียวกันเกี่ยวกับวิวัฒนาการ) และหากมีเสนาบดีหนูหัวแข็งตัวไหนอยากล่องเรือเหาะไปยิงปืนใหญ่ด้วยตัวเอง สิ่งที่หลุดปลิวออกมาก็ต้องเป็นสะเก็ดทอง ไม่ใช่ชีส
เมื่อนั้นแล สมมติฐานของเนล จึงค่อยกลายเป็น ทฤษฏีของเนล แล้วถูกประกาศไปทั่วอาณาจักรหนู คุณปู่คุณย่าของนางเอกเราถึงรู้ว่าจะไม่ได้ตายไปแล้วกินชีส แต่ก็ภูมิใจในตัวหลานสาวจนยิ้มไม่หุบแล้วล่ะ แถมยังมีคนส่งชีสมาให้เต็มบ้านจนทานไม่หวาดไม่ไหว
วันหนึ่งอาจมีเสนาบดีหนูบางตัวที่แกล้งทำการทดลองกำมะลอเพื่อหลอกลวงผู้คนว่าดวงจันทร์เป็นชีสเพราะโกรธแค้นที่การค้นพบนี้ทำลายความเชื่อดั้งเดิมและริดรอนอำนาจของราชสำนัก แต่กระบวนการ peer review ทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นปราการคัดกรองว่าการสอดแทรกความคิดผิดๆว่าดวงจันทร์ทำจากชีสจะไม่ได้รับความเชื่อถือจากหนูที่เข้าใจขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์และใช้เหตุผล
วิทยาศาสตร์มีระบบตรวจสอบคุณภาพและแก้ไข้ความผิดพลาดเสมออย่างนี้แล
ในอนาคตทฤษฏีของเนลอาจถูกเพิ่มเติมได้ เช่นดวงจันทร์ไม่ใช่ทองคำแท้แต่ปนเงินอยู่ 10% สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำลายทฤษฏีเดิมเลยแม้แต่น้อย หากช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ให้กว้างขึ้นไปอีก ทฤษฏีที่ดีต้องยืนหยัดต่อการค้นพบใหม่ๆได้จนถึงยุคหลานเหลน เพราะอย่างนี้ล่ะความพยายามของนักวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่งทรงคุณค่า
นิทานของหนูเนลจึงจบแบบ Happy Ending ด้วยประการฉะนี้
เห็นรึยังเอ่ยว่าขั้นตอนสู๋ปัญญาไม่ใช่แค่ ตรึก-->ทฤษฏี
แต่ตาม Scientific method แล้วต้องเป็น
ตรึก-->คิดหาวิธีทดลอง-->ทดลอง-->ผ่านขั้นตอน peer review--> ตีพิมพ์ --> ถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า --> ทฤษฏี
ฉะนั้นคราวต่อไปใครบอกว่า บิ๊กแบง หรือ วิวัฒนาการเป็นแค่ทฤษฏี ก็ช่วยเล่านิทานของหนูเนลให้เขาฟังสักรอบ หรือไม่ก็บอกเลยว่าแรงโน้มถ่วงก็ทฤษฏีเหมือนกัน ทำไมไม่ลองไปโดดตึกใบหยกดูล่ะ!!
:p
ปล. เขียนนิทานแบบนี้ชักอยากวาดภาพประกอบได้จัง เฮ้ออ
ปล2. การแยกทฤษฏีกับสมมติฐานนี้โรงเรียนบ้านเราชอบพูดผ่านๆอย่างน่าเสียดาย จึงทำให้หลายคนรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานทุกอันเท่าเทียมกันซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ยิ่งพอเจอหลายสมมติฐานเข้าบางคนเลยถึงกับบอกว่าวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้เพราะต่างคนเห็นไม่ตรงกัน ทั้งที่ศาสนาพุทธเองยังสอนไว้แท้ๆนะครับ scientific method เนี่ย
ปล3. Scientific method สามารถเอาไปใช้กับชีวิตด้านอื่นๆของเราได้นะครับ ราชสำนักในเรื่องนี้แทนเป็นคุณครูใจร้ายหรืออะไรก็ตามที่ขัดขวางการใช้สมองถามและคิดอย่างเป็นอิสระ ฉะนั้นไม่ว่าจะเรื่องทั่วๆไปหรือเรื่องหนักหนาตัดสินชีวิต อย่าเพิ่งกินมีมส์ว่าพระจันทร์ทำจาชีสโดยไม่ดูให้ดีก่อนล่ะ อิอิ
ราชสำนัก-->ศาสนจักร
คณะนักวิชาการ-->กรรการ Peer Review
หนูเนลยังโชคดีที่สมมติฐานถูกพิสูจน์ก่อนหนูเนลจะตาย ยังมีคนที่ท้าทายกระแสความเชื่อเดิม ที่ตายไปนานแล้ว จึงจะมีคนเข้าใจสิ่งที่เขาคิด
คณะนักวิชาการ-->กรรการ Peer Review
หนูเนลยังโชคดีที่สมมติฐานถูกพิสูจน์ก่อนหนูเนลจะตาย ยังมีคนที่ท้าทายกระแสความเชื่อเดิม ที่ตายไปนานแล้ว จึงจะมีคนเข้าใจสิ่งที่เขาคิด
สนุกดีจ้า
เพราะโลกนี้มีคนอย่างหนูเนลล์ เลยมีวิทยาศาสตร์
นิทานน่ารัก ถึงในบางทีศัพท์อังกฤษบางตัวเราจะไม่เข้าใจก็เถอะ 55+
เพราะโลกนี้มีคนอย่างหนูเนลล์ เลยมีวิทยาศาสตร์
นิทานน่ารัก ถึงในบางทีศัพท์อังกฤษบางตัวเราจะไม่เข้าใจก็เถอะ 55+
#4 By ผู้หญิงไร้ใจ ผู้ชายไร้รัก...T.K. on 2008-09-23 15:40
อ่านแล้วนึกถึงการตูนเรื่องนึง
ที่มีหนูขี่จรวดไปด้วยจันทร์แล้วที่แต่ชีทๆ ๆ ๆๆ
จำไม้ได้ว่าเรื่งอะไร ดูตั้งแต่เดะๆ
ที่มีหนูขี่จรวดไปด้วยจันทร์แล้วที่แต่ชีทๆ ๆ ๆๆ
จำไม้ได้ว่าเรื่งอะไร ดูตั้งแต่เดะๆ
นิทานตรงดี เหมาะกับนิทานภาพจริงๆ
ใน exteen มีนักวาดหลายคน น่าจะมีคนอาสา
ใน exteen มีนักวาดหลายคน น่าจะมีคนอาสา
สนุกดีค่ะ เปรียบเทียบได้น่ารักจัง
#7 By สโนไวท์กับเจ้าชายทั้งหก on 2008-09-23 16:43
ดีที่ไม่ถูกจับเผาก่อน
#8 By เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ on 2008-09-23 16:53
เขียนได้ดีจริงๆครับ
#9 By Lullaby-nocturne on 2008-09-23 17:52
เป็นเรื่องที่ดีครับ น่าให้เด็กวัยประถมอ่านจัง
จะได้ปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้องให้เขาได้
ผมเลยวัยแล้ว ยังได้รู้อะไรดีๆไปด้วย
จะได้ปลูกฝังความรู้ที่ถูกต้องให้เขาได้
ผมเลยวัยแล้ว ยังได้รู้อะไรดีๆไปด้วย
ว้าวววว เป็นนิทานที่น่ารักและให้ความรู้มากๆเลย
เข้าใจได้ง่ายดีคะ ชอบๆ
เห็นด้วยคะ ว่าบ้านเราขาดการเน้นย้ำในขั้นตอนที่ว่า ได้แต่สอนให้จำๆ ไปงั้น (ซึ่งเราเองเป็นผลิตผลของสิ่งที่ว่า
)
เข้าใจได้ง่ายดีคะ ชอบๆ
เห็นด้วยคะ ว่าบ้านเราขาดการเน้นย้ำในขั้นตอนที่ว่า ได้แต่สอนให้จำๆ ไปงั้น (ซึ่งเราเองเป็นผลิตผลของสิ่งที่ว่า
)
ชอบแฮะ เปรียบเทียบแบบนี้ เล่าให้น้องฟังได้เลย
เราเพิ่งทำรายงานแนวๆนี้เสร็จ ปวดหัวเรื่องหาข้อพิสูจน์สนับสนุนสมมติฐานเหมือนกัน
พิสูจน์ ยากกว่าตั้งสมมติฐานเย้อ
เราเพิ่งทำรายงานแนวๆนี้เสร็จ ปวดหัวเรื่องหาข้อพิสูจน์สนับสนุนสมมติฐานเหมือนกัน
พิสูจน์ ยากกว่าตั้งสมมติฐานเย้อ
#14 By ฉันคือรั้ว on 2008-09-23 21:43
เขียนดีมากค่ะ
#15 By (^_^)/nana on 2008-09-23 22:08
1. ขอบคุณครับ
2. แหม่ มันก็ apply กับอย่างอื่นได้นาพี่เอ็ด
3. ^_^
4. เลยแปลไว้ข้างหลังไงครับ
5. จำไม่ได้เหมือนกันแฮะว่าเรื่องอะไร
6. ^_^
7. ดีใจที่ชอบครับ
8. หนูย่างไม่อร่อยนา
9. ขอบคุณครับ
10. ไม่ได้กัดนา แค่แทะๆเอง
11. ^_^
12. เนาะๆ
13. หนูเลโอ-เลอียังโชคดี หนูจิออดาร์โนโดนเผา
14. ^_^ ขอบคุณครับ
15-18 ^_^
2. แหม่ มันก็ apply กับอย่างอื่นได้นาพี่เอ็ด
3. ^_^
4. เลยแปลไว้ข้างหลังไงครับ
5. จำไม่ได้เหมือนกันแฮะว่าเรื่องอะไร
6. ^_^
7. ดีใจที่ชอบครับ
8. หนูย่างไม่อร่อยนา
9. ขอบคุณครับ
10. ไม่ได้กัดนา แค่แทะๆเอง
11. ^_^
12. เนาะๆ
13. หนูเลโอ-เลอียังโชคดี หนูจิออดาร์โนโดนเผา
14. ^_^ ขอบคุณครับ
15-18 ^_^
เยี่ยมมากค่ะ
เขียนอ่านสนุกมากๆ
ว่าแต่ดวงจันทร์นี่เป็นได้ทุกอย่างเลยนะคะ
วันนี้คืนดี ก็มีกระต่ายไปตำข้าวที่นั่นด้วย
เขียนอ่านสนุกมากๆ
ว่าแต่ดวงจันทร์นี่เป็นได้ทุกอย่างเลยนะคะ
วันนี้คืนดี ก็มีกระต่ายไปตำข้าวที่นั่นด้วย
อ่า .. นี่มัน
เรื่องเงาในถ้ำของเพลโต้นิครับ (The Shadows in the Cave) ^-^
55 แวะมาแซวน่ะครับ
เขียนสนุกดี น่าวาดภาพประกอบให้เหมือนกันนะเนี่ย
ปล.แต่ไอ่ตรงที่ข้ามๆไป ระหว่างสลัดปลาหมึกนั่นแหล่ะ
ที่น่าวาดที่สุด (ออกแนวตอนเจมส์ ลอยไปกับลูกพีช
ข้ามมหาสมุทร ใน James and the giant peace) ^-^
เรื่องเงาในถ้ำของเพลโต้นิครับ (The Shadows in the Cave) ^-^
55 แวะมาแซวน่ะครับ
เขียนสนุกดี น่าวาดภาพประกอบให้เหมือนกันนะเนี่ย
ปล.แต่ไอ่ตรงที่ข้ามๆไป ระหว่างสลัดปลาหมึกนั่นแหล่ะ
ที่น่าวาดที่สุด (ออกแนวตอนเจมส์ ลอยไปกับลูกพีช
ข้ามมหาสมุทร ใน James and the giant peace) ^-^
#21 By ★ STARBUCKS! no coffee,no me and no you! on 2008-09-25 07:35
21.ช่าย ผมมองไปก็เห็นทะเล
22.โจรสลัดปลาหมึก น่านสินะ
ตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้อ่าน republic มานานนมากแล้วละครับ แต่เงามันคงไหลซึมมาจากจิตใต้สำนึกกระมัง
22.โจรสลัดปลาหมึก น่านสินะ
ตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้อ่าน republic มานานนมากแล้วละครับ แต่เงามันคงไหลซึมมาจากจิตใต้สำนึกกระมัง
อ่านเป็นนิทานแล้วสนุกจังครับ ชอบมาก พอคิดว่านักวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อนเองก็ต้องฝ่าฝันเช่นนี้แล้วก็รู้สึกชื่นชมพวกเขาขึ้นมามากๆเลย
ปล.สลัดปลาหมึกท่าทางน่าอร่อย
ปล.สลัดปลาหมึกท่าทางน่าอร่อย
#23 By -----ROGER----- on 2008-09-25 11:17
อิอิ หนุกๆ
#25 By *~นักสืบคิด~* on 2008-09-25 14:49
เป็นนิทานที่เจ๋งมาก เล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนน่าจะช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันทางตรรกะดีนะครับ ผู้ใหญ่ยิ่งชอบพ่นอะไรไม่เข้าท่าให้เด็กกลัวอยู่
ว่าแต่ว่าแรงโน้มถ่วงเป็นทฤษฏีหรอกหรือครับ เพราะตอนเรียนเหมือนเคยได้ยินคำว่า กฏแรงดึงดูด ?
ว่าแต่ว่าแรงโน้มถ่วงเป็นทฤษฏีหรอกหรือครับ เพราะตอนเรียนเหมือนเคยได้ยินคำว่า กฏแรงดึงดูด ?
มันมีกฏของนิวตันครับ แต่สิ่งที่อธิบายแรงดึงดูดได้แม่นยำสุดคือ ทฤษฏีสัมพันธภาพของไอนสไตน์นั่นเอง
เออ ตอนเด็กๆก็เคยมีการ์ตูนเกี่ยวกับเรื่อง ดวงจันทร์เป็นชีสด้ยล่ะ O.O
#30 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-09-26 12:14
ชอบมากๆครับ เปรียบเทียบได้น่าสนใจจริงๆ อ่านลื่นด้วย
#32 By MD [คนพูดมาก@สิงคโปร์] on 2008-09-26 19:21
อุ อยากเขียนภาพประกอบมากเลยอะ
ถ้าว่างๆแล้ว ขอเขียนเล่นได้ไหมคะเนี่ย
ถ้าว่างๆแล้ว ขอเขียนเล่นได้ไหมคะเนี่ย
อลังการงานสร้างคับ
เป็นการ์ตูนคงดูสนุก ทุกเพศ ทุกวัย
เป็นการ์ตูนคงดูสนุก ทุกเพศ ทุกวัย

#35 By Arju (112.143.5.210) on 2009-06-15 22:59

#1 By SkyKiD on 2008-09-23 14:41