กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในอาณาจักรอันไกลโพ้น ยังมีหนูน้อยขี้สงสัยชื่อเนลล์ผู้หลงไหลในเสน่ห์ของดวงจันทร์ ทุกๆคืนเนลจะออกมานั่งอาบแสงนวลอยู่เนิ่นนานราวกับว่าประกายทองอร่ามนั้นจะติดเนื้อตัวมาด้วย
 
ดวงจันทร์ทำจากอะไร? เนลตั้งคำถามนี้กับครอบครัวเสมอ ซึ่งคำตอบที่เธอได้ยินก็คือ "ชีส"
 
ใช่แล้ว...ดวงจันทร์ทำจากชีส  คุณพ่อคุณแม่ของเนลถูกสอนมาอย่างนี้ เช่นเดียวกับปู่และย่าไล่ไปจนถึงบรรพบุรุษหลายร้อยชั่วรุ่น
 
"ไม่เห็นเหรอลูกว่าชีสกับดวงจันทร์มีสีและรอยปุ่มปั่มเหมือนกัน" พ่อของเนลสอน "อีกอย่างอีกาอารอน มหาเสนาบดีเมื่อยุคโน้น(ก่อนที่ราชาหนูจะจับได้ว่าพวกกาชอบแอบกินโอรส ธิดาของพระองค์เวลาเผลอ) ยังได้บินไปถึงดวงจันทร์แล้วกลับมายืนยันว่ามันทำจากชีสแน่ๆ"
 
(Director Commentary:  คำอ้างว่าชีสกับดวงจันทร์คล้ายกันคือการวิเคราะห์ผ่านตรรกะ ซึ่่งสิ่งที่เราได้จากกระบวนนี้คือสมมติฐานเท่านั้น คนทั่วไปมักคิดว่าสมมติฐานทำนองนี้มีความหมายเท่ากับทฤษฏีในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผิดถนัดเลยละครับ การอ้างกาอารอนนั้นเข้าข่าย Argument from authority หรือการอ้างจากผู้รู้ ซึ่งใช้ได้แต่ก็ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลก่อนเช่นกัน)
 
"แต่นั่นแค่นิทานนี่ท่านพ่อ" หนูขาวขี้สงสัยเถียง "พวกกาถูกไล่ออกจากอาณาจักรไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว อีกอย่างถ้าอารอนบินไปดวงจันทร์มาจริงๆก็น่าจะบิชีสกลับมาเป็นหลักฐานสักชิ้นสิ"
 
"อ่าาาา เพราะก้อนชีสจากดวงจันทร์นั้นอร่อยมากจนราชาหนูเสวยมันหมดน่ะสิ" แม่หนูเสริมขึ้นอย่างอ้ำอึ้ง "แล้วแม่ก็คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรจะมีสีเหลืองเหมือนดวงจันทร์แล้วนอกจากชีส"
 
 (Director Commentary: แม่หนูกำลังใช้ Argument from ignorance หรือการอ้างเหตุผลจากความไม่รู้ ปัญหาของการอ้างแบบนี้คือมันมักมาจากความโง่ อวิชชาของเราเอง ไม่ใช่ความบกพร่องขององค์ความรู้ เหมือนกับคนบอกว่า "ดวงตาน่ะวิวัฒนาการขึ้นมาเองไม่ได้หรอก")
 
"มีสิท่านแม่ ก็ทองยังไงล่ะ ข้าเห็นพวกสุนัขวาณิชเอามาขายในเมือง" เนลกระดิกหนวดอย่างที่พวกหนูชอบทำเวลาไขปัญหาออกกแล้วว่าต่อ "ข้าว่าดวงจันทร์อาจจะทำมาจากทองก็ได้นา ถ้าเป็นชีสจริงมีเหรอจะไม่ถูกพวกวาฬลอยฟ้าเขมือบเข้า"
 
ได้ยินเท่านั้นพ่อหนูก็ตาเหลือกราวกับถูกกับดักดีดใส่หน้า
 
"อย่าพูดอย่างนี้อีกนะเนล" เสียงจุ๊ปากดังมาพร้อมกับสายตาห้ามปราม "ไม่ได้เรียนในชั้นเหรอว่าถ้าเชื่อฟังคำสอนของสภาเสนาบดีแล้วพอตายวิญญาณจะลอยขึ้นดวงจันทร์ไปกินชีส นี่อยากโดนราชสำนักจับไปปล่อยให้แมวกินหรือไง"
 
"คิดถึงคุณปู่คุณย่าด้วยสิลูก พวกท่านจะรู้สึกยังไงถ้าเจ้าไปพูดเลอะเทอะๆจนพวกท่านเชื่อว่าต้องไปวิ่งบนแผ่นทองตลอดกาลแทนที่จะได้ทานชีสน่ะ" (ทองไม่มีค่าสำหรับพวกหนูอยู่แล้วนี่นะ)
 
ยิ่งโดนแม่สำทับเนลก็เลยเงียบปากไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก กระนั้นความคิดว่าดวงจันทร์ไม่ได้ทำจากชีสก็ยังก้องในสมองหนูๆของเธอทุกคืนที่ออกไปนั่งอาบแสงนวล
 
หลายดวงจันทร์ผ่านไป
 
เมื่อเนลโตเป็นวัยรุ่นก็ถูกส่งไปเรียนมหาวิทยาลัยในนครหลวงหนู ความรู้ที่เพิ่มพูนทำให้เนลเริ่มมองคำถามสมัยเด็กด้วยมุมมองใหม่ เธอเลิกไปเที่ยวเล่นร้องเสียงจี๊ดแข่งกับเพื่อนๆในวันหยุดแล้วหมกหมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน แม่หนูสาวไปๆมาๆระหว่างห้องสมุดกับท่าเรือเหาะเพื่อศึกษาคุณสมบัติของทองคำและทำนายว่าหากดวงจันทร์เป็นทองคำจริงมันต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง นอกจาดนั้นเนลยังต้องคิดค้นวิธีเอาชิ้นส่วนดวงจันทร์กลับมาพร้อมกับหาคนที่บ้าบิ่นพอจะพาเธอล่องทะเลดาวไปให้ถึงดวงจันทร์ อันเป็นจุดหมายซึ่งสะท้อนอยู่ในดวงตาทุกครั้งเมื่อแหงนขึ้นฟ้า
 
  (Director Commentary: ทฤษฏีที่ดีต้องทำนายได้ว่าปรากฏการณ์นั้นๆจะทำตัวเช่นไรภายใต้ตัวแปรหรือสถานการณ์หนึ่งๆ ทฤษฏียิ่งทรงพลังดท่าไหร่ก็ทำนายได้มากขึ้นเท่านั้น)
 
 
หลังบากบั่นวางแผนการทดลองและตระเตรียมอุปกรณ์อยู่หลายปีจรตัวเริ่มอ้วนปุ๊กลุก วันหนึ่งเนลล์ก็ได้พบกัปตันสุนัข(หรือสุนัขกัปตัน)ชื่อแบล็คกี้ นักผจญภัยเลื่องชื่อผู้ไม่เคยกลัวภยันตรายใดๆและเสาะหาดินแดนใหม่ให้พิชิตอยู่เสมอ เนลเกลี้ยกล่อมอาจารย์หนูซึ่งมีความคิดคล้ายกันจนได้เงินมาเป็นค่าจ้างกัปตันแบล็คกี้ แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินทาง
 
(Director Commentary: ขั้นตอนนี้เรียกว่า Funding โปรเจคต์วิทยาศาสตร์ต้องใช้เงินทั้งนั้นและส่วนใหญ่ก็มาจากภาษี เท่ากับเราทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียกับความก้าวหน้าทางวิทยาการนั่นเอง)
 
คณะเดินทางต้องฝ่าฟันอันตรายนานับประการ ทั้งฝูงฉลามมีปีกใจร้าย โจรสลัดปลาหมึกยักษ์(เรียกสั้นๆว่าสลัดปลาหมึก) ซึ่งจะไม่ขอเล่าในที่นี่เพื่อประหยัดเวลา กระทั่งดวงจันทร์ใหญ่ขึ้นจนเต็มหน้าต่างห้องดาดฟ้า เนลก็เปิดหน้าต่างอย่างหวาดๆและพบว่าอากาศไม่ฉุนชีสอย่างที่ชาวหนูเชื่อกัน แสงทองที่กำลังอาบหน้าแหลมๆก็เจิดจ้าเกินกว่าจะเป็นก้อนชีสได้ ยิ่งพอเห็นปลาวาฬลอยฟ้าต้องร้องไห้หัวโนเพราะว่ายชนกับดวงจันทร์เข้าอย่างจังจนผิวทองคำบุบ เนลก็มั่นใจว่าดวงจันทร์ต้องเป็นทองคำ! ไม่ใช่ชีสเป็นแน่แท้!
 
ถึงสมมติฐานจะถูกแต่เธอต้องเก็บหลักฐานไปแสดงให้ชาวอาณาจักรหนูดู มิฉะนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับคำสอนของกาอารอน ความรู้ที่รู้เองคนเดียวแล้วบอกต่อๆโดยไม่สามารถแสดงหลักฐานหรือทำซ้ำให้เห็นได้นั้นไม่นับเป็นทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์
 
เรือของคณะผจญภัยยิงปืนใหญ่ใส่ดวงจันทร์จนสะเก็ดทองหลุดกระเด็นออกมาหลายชิ้น เนลใช้ตาข่ายเงินสาวผงสีอร่ามเข้ามาเก็บเป็นหลักฐานแล้วบันทึกตำแหน่งบนพื้นผิวไว้อย่างละเอียด เธอให้แบล็คกี้ยิงปืนใหญ่อีกหลายนัดใส่ส่วนอื่นๆของดวงจันทร์เพื่อความมั่นใจว่ามันทำจากทองทั้งดวงจริงๆและยังจับลูกวาฬลอยฟ้าที่หัวโนเพราะดวงจันทร์กลับไปด้วยอีกด้วย
 
(Director Commentary: การทดลองที่ดีต้องจดบันทึกอย่างละเอียดเพื่อให้คนอื่นพิสูจน์ด้วยการทำซ้ำได้ ต่อให้เป็นทฤษฏีที่ไม่สามารถสร้างเหตุการณ์นั้นซ้ำอย่างบิ๊กแบง เราก็ต้องมีหลักฐานพยานที่แน่นหนาพอจะสนับสนุนทฤษฏีได้ คล้ายๆกับคดีฆาตกรรมนั่นเอง)
 
เมื่อกลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน ใช่ว่าการพิสูจน์ทฤษฏีของเนลจะจบลง เธอต้องเขียนรายงานสรุปเรื่องราวการเดินทางเป็นทฤษฏีดวงจันทร์ทำด้วยทองอย่างละเอียด ก่อนจะไปเผชิญหน้ากับขั้นตอนที่โหดร้ายยิ่งกว่าคมเขี้ยวฉลามมีปีกเสียอีก นั่นคือคณะนักวิชาการแห่งอาณาจักรหนูที่เนลต้องโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อว่าดวงจันทร์ไม่ได้ทำจากชีส
 
เขาเรียกว่ากระบวนการ Peer review นั่นเอง
 
คำอธิบายยิ่งฉีกความคิดเดิมๆเท่าไหร่ยิ่งถูกเพ่งเล็งมากขึ้นเท่านั้น และการได้ล้มคำอธิบายก็เป็นความสุขซาดิสต์อย่างหนึ่งของเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวหนู(จนสภาปราชญ์ถูกครหาว่าทำตัวเหมือนแมว) การตรวจสอบอาจกินเวลาหลายปี กว่าคณะนักวิชาการจะส่องกล้องดูดวงจันทร์เพื่อเทียบรอยแหว่งกับชิ้นส่วนที่เก็บกลับมาว่าตรงกันวาฬลอยฟ้าที่จับกลับมาก็ต้องแสดงร่องรอยการชนกับก้อนทองขนาดใหญ่
 
ที่สำคัญคำอธิบายของเนลจะต้องเหนือกว่าคำอธิบายดวงจันทร์ทำจากชีสเดิมๆ ช่วยไขปริศนาอื่นๆเกี่ยวกับดวงจันทร์เช่นทำไมมันถึงมีรอยยุบ รวมทั้งประสานกับความจริงอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะเจาะ (Director Commentary: เหมือนกับที่ฟอสซิลและหลักฐานพันธุกรรมต่างชี้เราไปในทางเดียวกันเกี่ยวกับวิวัฒนาการ) และหากมีเสนาบดีหนูหัวแข็งตัวไหนอยากล่องเรือเหาะไปยิงปืนใหญ่ด้วยตัวเอง สิ่งที่หลุดปลิวออกมาก็ต้องเป็นสะเก็ดทอง ไม่ใช่ชีส
 
 เมื่อนั้นแล สมมติฐานของเนล จึงค่อยกลายเป็น  ทฤษฏีของเนล แล้วถูกประกาศไปทั่วอาณาจักรหนู คุณปู่คุณย่าของนางเอกเราถึงรู้ว่าจะ