หลายคนอาจสงสัยว่าผมเอาหนังสมัยปี 2006 มารีวิวทำไม? คำตอบคือหนังที่เรายังไม่ได้ดูมันก็หนังใหม่ทั้งนั้นแหละคร้าบ และเรื่องนี้ไม่ได้เข้าไทยเสียด้วยแม้จะมีดีกรีเข้าชิงออสการ์ร่วมกับ An Inconvenient truth ก็ตาม สาเหตุคงเพราะมันอยู่หมวดสารคดี(ซึ่งคนไทยไม่เคยคิดดู)และโรงหนังอาจกลัวว่าจะเจอคุณพลังแห่งชีวิตมาประท้วงหน้าโรงอีกแบบคราว Davinci code ก็เป็นได้ :p
 
กำกับโดย
Heidi Ewing
Rachel Grady
 
ถ้า An Inconvenient Truth ทำให้ท่านหวาดหวั่นถึงอนาคตของสิ่งแวดล้อมแล้วละก็ Jesus Camp จะสร้างอารมณ์สยองอีกแบบ เหมือนความรู้สึกเสียววาบที่ไต่ขึ้นมาตามสันหลังเมื่อเห็นหน้าซีอุย ฮิตเลอร์ แล้วคิดได้ว่าปิศาจเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน
 
สำหรับผมความน่ากลัวของเรื่องมันเริ่มมาจากประโยคนี้ครับ
 
 
“ขอฉันพูดอะไรเกี่ยวกับ แฮรี่ พอตเตอร์สักหน่อยนะ…พวกพ่อมดเป็นศัตรูของพระเจ้า! และฉันไม่สนว่ามันเป็นวีรบุรุษประเภทไหน! พวกมันคือศัตรูของพระเจ้า! ถ้าเป็นพระคัมภีร์เก่าละก็ แฮรี่ พอตเตอร์จะต้องถูกลากไปประหาร!” (อ้างจาก Exodus 22:18 “Thou shalt not suffer a witch to live”) 
 
สาธุคุณหญิง เบคกี้ ฟิชเชอร์ แห่งลัทธิ Pentecostal อันเป็นอีกสายของโปรแทสแตนท์ตะคอกไมโครโฟนใส่เด็กน้อยหลายร้อยคนที่มาเข้าค่ายฤดูร้อนทางศาสนาของเธอ แต่แทนที่คนฟังจะแสดงอาการอึ้งๆงงๆเหมือนที่คนดูอย่างผมทำ ทั้งผู้ปกครองและเด็กกลับประสานเสียง“เอเมน!” ตอบรับกันกึกก้อง
 
จริงจังเรื่องฆ่าพ่อมดกันขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้เสียวยังไงไหว = ='
 
ค่ายกิจกรรมทางศาสนานี้จัดกันทุกปีทีทะเลสาบ เดวิลส์ เลค(Devil's lake) รัฐนอร์ธดาโกต้าโดยมีเป้าหมายฝึกฝนให้เด็กๆทุกคนเชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิลนั้นศักดิ์สิทธิ์ทุกอักษร การตีความต้องแปลอย่างตรงตัวเท่านั้น และภารกิจของพวกเขาเมื่อโตขึ้นคือเปลี่ยนให้ทุกคนในอเมริกาจากนั้นคือโลกให้เชือเหมือนกันหมด
 
เพราะถ้าทำเช่นนั้นได้วันพิพากษาโลกก็จะมาถึง ผู้ศรัทธาได้ขึ้นสวรรค์ ส่วนคนนอกก็ลงลิฟต์ไปอเวจีตลอดกาล
 
ซึ่งผู้ทำสารคดีก็วางโครงได้เรียบลื่น ติดตามเด็กๆตั้งแต่ชีวิตในครอบครัวเคร่งศาสนาก่อนเข้าค่าย กระบวนการปลูกฝังระหว่างอยู่กับเบ็คกี้สองอาทิตย์ แล้วก็หลังจากจบหลักสูตรออกมาเป็นนักรบน้อยๆเพื่อไม้กางเขน ทุกช่วงของ Jesus camp  สื่อถึงความหัวรุนแรง บ้าคลั่งของคนเหล่านี้ได้ไม่ต้องอาศัยคำบรรยายทับหรือเสียงวิจารณ์จากผู้กำกับเลย เพราะมันเห็นได้ชัดด้วยการกระทำอยู่แล้ว
 
 
ในบ้าน...แม่ไม่ส่งลูกไปโรงเรียนเพราะไม่ชอบที่โรงเรียนรัฐมีกฏห้ามไม่ให้ครูนำสวดมนต์ พวกเขาจึงสอนเองด้วยหนังสือวิทยาศาสตร์แบบคริสต์(เพี้ยนแค่ไหนสักวันจะมาสับให้ดู) ที่บอกว่า วิวัฒนาการเป็นเรื่องเทียมเท็จไดโนเสาร์อยู่ร่วมกับคนเมื่อหกพันปีก่อน พร้อมสำทับท้ายบทเรียนว่า
"วิทยาศาสตร์ไม่เคยพิสูจน์อะไรได้"
"โลกจะร้อนได้ยังไงในเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 0.6 องศาเท่านั้น"
"โลกนี้มีคนเพียงสองแบบ คือรักพระเยซูกับไม่รักพระองค์"
 
 (ที่ตลกคือในบ้านของคุณแม่คนหนึ่งมีหนังสือ Lord of the rings เล่มเบ้อเร่อวางหรา ทั้งที่คนพวกนี้เกลียดแฮรี่เข้าไส้ :p สงสัยเพราะแกนดาล์ฟไม่เป็นเกย์เหมือนดัมเบิลดอร์มั้ง)
 
ถึงค่าย...เบ็คกี้ก็ยัดคัมภีร์ใส่หัวเด็กอย่างเต็มที่ด้วย Powerpoint (ซึ่งเธอถึงกับเสกคาถาขับไล่ซาตานไม่ให้มาทำเครื่องแฮงค์ระหว่างการบรรยาย...ใครที่เซ็งกับผลิตภัณฑ์ของ ‘พ่อมด IT’ อย่างลุงเกตส์สามารถนำไปใช้ได้นะครับ) คำสอนให้ฆ่าพ่อมดอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ รวมถึงวิทยากรที่ถูกเชิญมาเลคเชอร์เรื่องสุดโต่งอย่างการคัดค้านทฤษฏีวิวัฒนาการและบังคับผู้หญิงไม่ให้ทำแท้ง
 
ที่ทำหลายคนช็อคตกเก้าอี้ไปตามๆ กัน คือการนำรูปทั่นปธน. จอร์จ บุช มาตั้งให้ทุกคนทำการสวดคาถาอวยพร
 
“ท่านประธานาธิบดี รวมชาติเป็นหนึ่งภายใต้พระผู้เป็นเจ้า!”
 
 ขึ้นชื่อว่าเด็กก็เหมือนผ้าขาวที่ซึมซับสีของสิ่งเสี้ยมสอน พวกเขาทั้งร้องเต้นปรบมือตามจังหวะเพลงร็อคสรรเสริญพระเยซู นั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากบนพื้นเมื่อเบคกี้บีบให้พวกเขาสำนึกที่คบหาเพื่อนๆ ’บาปหนา’ ในโรงเรียน ตะเบ็งลั่นเมื่อวิทยากรบอกว่า “ให้โลกนี้เป็นคริสต์โดยเร็ว! ใช้กฎหมายจากไบเบิลโดยเร็ว!”
 
  เมื่อจบค่าย เด็กเหล่านี้ดูภายนอกก็ยังบ้องแบ๊วน่ารัก ประมาณว่าถ้าเราๆ ท่านๆ นางงามจักรวาลหรือ สส. เห็นในห้างก็คงอยากอุ้มมาหอมฟอดใหญ่
 

 
แต่เมื่อไหร่ที่โอกาสเผยแพร่ศาสนาหรือคัดค้านสิ่งที่ไม่ตรงกับคำสอนมาถึง สวิตช์ในหัวจะเปิดปุ๊บ แล้วนักรบน้อยๆของพระคริสต์จะโผล่ขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกทันที
 
 พวกเขาเดินแจกการ์ตูนเผยแพร่ศาสนา (Chick tract ซึ่งในเมืองไทยมีฉบับว่าร้ายพุทธโดยเฉพาะ ถ้าใครเคยเห็นสมุดพับเล่มเล็กๆบนม้านั่งเขียนปกว่า พระเจ้ารักคุณ ก็นั่นแหละครับ) ร่วมประท้วงเพื่อสนับสนุนนโยบายพรรครีพับลิกัน รวมถึงหนูน้อยที่พูดกับกล้องว่า “เรากำลังถูกฝึกให้ไปฝึกคนอื่นเพื่อร่วมกองทัพของพระเจ้า หนูไม่กลัวถ้าจะตายเพื่อศาสนา!”
 
ผมดูแล้วรู้สึกว่าเบ็คกี้พอใจในความสุดโต่งของตัวเองมาก ถึงขนาดบอกว่าต้องฝึกเด็กให้ได้เหมือนที่มุสลิมหัวรุนแรงเขาทำกัน โดยอ้างว่า "ไม่อย่างนั้นเราจะชนะศัตรูได้ยังไง" หรือ "ความจริงอยู่ในมือเราแล้ว ฉะนั้นฉันสอนอย่างนี้มันไม่ผิดหรอก"
 
อ้วนขนาดเนี้ย แต่เบ็คกี้บอกว่ารังเกียจพวกไม่ถือศีลอดอาหาร(คริสต์ก็มีช่วงอดนะ)
 
ถ้าอยากรู้ว่าเธอภูมิใจขนาดไหนที่หล่อหลอมเด็กได้บิดเบี้ยวขนาดนี้ ก็ลองดูที่เบคกี้ให้สัมภาษณ์ตอนท้ายเรื่องได้ครับว่า “พวกหัวเสรีนิยม สิทธิสัตว์ต้องดูให้กลัวตัวสั่นไปเลย พวกเขาต้องถามตัวเองว่า โอ มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง โตขึ้นเด็กๆ พวกนี้จะทำอะไรเราบ้าง”
 
ดูไปเหมือนเรื่องนี้มีแค่ผู้ร้าย แต่ผู้กำกับก็เลือกใส่"เสียงสะท้อนจากอีกด้าน"มาในรูปของ ไมค์ ปาปันโตนิโอ คริสต์เสรีนิยมที่จัดรายการวิทยุเถียงกับเบ็คกี้ในตอนท้ายเรื่อง ซึ่งถึงแม้จะถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงเธอก็ยังยึดมั่นในศรัทธาของเธอพร้อมบอกว่า"กำลังทำเพื่อพระเจ้า" และ "เวลาอย่างนี้ต้องใช้วิธีรุนแรงเพื่อชัยชนะ" เมื่อไมค์พูดถึงการแบ่งแยกรัฐกับศาสนาอันเป็นหัวใจหลักของรัฐธรรมนูญอเมริกา เธอก็ตอบเสียงแข็งว่า
 
“คริสตศาสนาเป็นความเชื่อที่สำคัญที่สุดในโลก ประชาธิปไตยสุดท้ายจะทำลายตัวเองเพราะมันทำให้ทุกคนต้องมีอิสรภาพเท่ากัน และโลกนี้ทุกคนมีอิสระเท่าเทียมกันไม่ได้ จนกว่าวันพิพากษาจะมาถึง”
 
ไมค์เลยอึ้งไป คริสต์แท้จริงเขาสนกฏของพระเจ้า...ไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญ
 
 Jesus camp ปิดม่านลงด้วยภาพเด็กๆซึ่งกลายเป็นพาหะนำมีมส์อย่างทีพ่อแม่และสาธุคุณเบคกี้ ฟิชเชอร์ต้องการกำลังแจกใบปลิวเผยแผ่ศาสนาคลอด้วยเสียงเพลงอบอุ่นและบริสุทธิ์ ไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองได้กลายเป็นอะไรไปแล้ว
 
 ผู้กำกับหนังทั้งสองให้สัมภาษณ์ว่าอีกห้าปีอยากทำสารคดีภาคสองเกี่ยวกับเด็กๆเหล่านี้ว่าเมื่อโตขึ้นจะสามารถเป็นอิสระจากสิ่งปลูกฝังและเลือกเดินทางของตัวเองได้ หรือกลายเป็นเบ็คกี้ ฟิชเชอร์รุ่นต่อไปอย่างไม่มีวันจบ
...
 
พอสารคดีน่าขนลุกเรื่องนี้จบแล้วก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสักวันประเทศไทยจะตกอยู่ใต้เงาเผด็จการทางความคิดเช่นนี้หรือไม่ แน่ละว่าคงไม่ใช่คริสตศาสนา(หรืออาจใช่ถ้าเราไม่ระวัง) แต่เป็นสิ่งอื่นที่ผู้ใหญ่ทำด้วยความเชื่อว่า นี่เป็นสิ่งถูกต้องแล้ว ดีแล้ว

ตั้งแต่คงหลักสูตรเรื่องเสียดินแดนจากสมัยจอมพล ป. โดยไม่มีการชำระประวัติศาสตร์ หรือการเรียกร้องตั้งพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ บังคับคอร์สปฏิบัติธรรม (เพื่อสู้กับ "ศัตรู" เหมือนกัน)

สารคดีเป็นตัวกลางถ่ายทอด "เหตุการณ์จริง" หากแต่ ‘เหตุการณ์จริง’ นั้นไม่ได้ให้คำตอบเพียงอย่างเดียว มันยังเป็น ‘คำถาม’ ให้เราได้ย้อนมองตัวเองอีกด้วย
 
หามาดูซะครับ ^_^
 

Comment

Comment:

Tweet

ศาสนามันจะดีหรือเลวมันขึ้นอยู่กับศาสนิกว่านับถือแบบใหน คุณอาจจะมอง(ตามกระแส)ว่าสาธุคุณเบกกี้แกสุดโต่ง แต่ผมว่าแกก็มีเหตุผลของแก

ถึงวันนี้สาธุคุณเบคกี้แกก็ยังยืนยันว่าความคิดแกถูก เช่นเดียวกับบินลาเดน หรือตาลีบันที่ก็ยังยืนยันว่าเขาทำถูก
เขาเชื่อว่า นี่เป็นทางไปสู่พระเจ้า เป็นสิ่งที่คริสเตียน หรือมุสลิมที่ต้องการไปสวรรค์เพื่อพบกับพระเจ้าต้องทำ เขาเชื่อของเขาอย่างนั้น ชาวพุทธไม้หลักปักโคลนที่ไม่มีคอนเซ็ปท์เรื่องพระเจ้า อย่าไปพูดกับเขาเลย

คัมภีร์ใบเบิลกับอัลกุรอาน ไม่เหมือนพระไตรปิฏก
พระไตรปิฏกเป็นคัมภีร์จารึกคำสอนที่พุทธอาจจะอ่านได้แต่ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีอะไร คุณอาจจะไปสวรรค์หรือตกนรกได้โดยไม่จำเป็นต้องฟังว่าพระพุทธเจ้าสอนหรือห้ามอะไรไว้ในพระไตรปิฏกบ้าง

แต่กับไบเบิล (โดยเฉพาะพันธสัญญาเก่า) หรืออัลกุรอ่านมันไม่ใช่ หลายคนที่เชื่อในใบเบิลอย่างจริงจัง เขาบอกว่าคุณไม่ทำ คุณไม่เชื่อ คือไปนรก ง่ายๆ แค่นี้

พุทธรับศีลห้ามาแล้วก็ทำขาดๆตกๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่มุสลิมไม่ใช่ คุณทำแบบนั้นไม่ได้ กฏคือกฏ ไม่กินเหล้าไม่กินหมูก็คือห้ามกินเหล้าห้ามกินหมูตลอดชีวิต ไม่ว่าที่ใหน เมื่อไหร่ หรือในสังคมมุสลิมเคร่งๆ คุณจะไปนั่งจู๋จี๋ เดินห้างสองต่อสองกับสาวที่คุณไม่รู้จักไม่ได้ เป็นเกย์เป็นกะเทยอะไรนี่ถ้าอยู่ในอิหร่านคือตายสถานเดียว

เช่นกัน
สำหรับ Evangelical Christian แล้ว พระเยซูคือทางรอด
คุณไม่เชื่อ คุณไม่ repent ก็ไปนรก ง่ายๆ ไม่มีทางอื่น

ผมไม่ได้เห็นด้วยกับสาธุคุณเบ็กกี้ฟิชเชอร์ในหนังเรื่องนี้
แล้วก็ไม่ได้สวนกระแสให้ตัวเองดูดี แต่ผมว่าอย่างน้อยคนพวกนี้ยังดีกว่าพุทธขาดๆเกินๆแบบไทยๆ เพราะเขายังรู้ว่าชีวิตเขามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใหน

ส่วนคนที่ว่าดูแล้วนึกถึงค่ายปฏิบัติธรรมในโรงเรียน
ผมไม่รู้ว่าคุณเคยไปค่ายแบบไหน ถ้าเป็นค่ายรับน้องของพวกเทคนิกเทคโนอะไรนี้น่าเป็นไปได้ ค่ายปฏิบัติธรรมที่ผมเคยไป ของพุทธอย่างสุดโต่งนี่น่าจะเป็นนั่งส่องพระเครื่อง เล่าเรื่องผี กับเข้าทรงจตุคามมากกว่า อะไรซีเรียสๆแบบเด็กๆในหนังเรื่องนี้ทำคนพุทธทำไม่เป็นหรอก

angry smile

#18 By bilingual (124.122.64.155) on 2009-09-07 17:43

บางครั้งถ้าเราไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับพวกเขาจริงๆก็อาจมองว่าดูหน้ากลัว ก็เหมือนคนเชียร์บอล พอฝ่ายที่ตัวเองเชียร์เตะเข้าก็ดีใจจนเหมือนเป็นบ้า บ้างคอยทำท่าเยอะเย้ยคนอื่น ถ้าเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้นๆเองก็คงคิดว่าอะไรจะขนาดนั้น ซึ่งแสดงว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ได้บอกความจริงได้ทุกอย่าง และอีกอย่างมันเป็นแค่สารคดีที่ผู้กำกับต้องการสะท้อนภาพที่ดูเหมือนลบให้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเราๆโน้มเอียงความคิดไป แต่สื่ออะไรแบบนี้ก็บริโภคอย่างมีสติปัญญานะจ๊ะ

ถ้าอยากรู้จริงเราก็คงต้องพิสูจน์ดูนะdouble wink

#17 By นู๋ก้อย (202.28.27.5) on 2009-02-26 01:09

เฮ้ย นี่มันน่ากลัวเอามากๆเลยนะครับsad smile
ฝังกันอย่างสุดโต่งตั้งแต่เด้กๆเลยหรือ

ผมนึกถึงคำพูดๆนึง
"ตัวศาสนาน่ะมันดี....แต่คนที่ใช้มันน่ะสิ"

#16 By Lullaby-Nocturne on 2008-10-16 14:24

คล้าย ๆ กับเหตุการณ์บางอย่างในบ้านเราขณะนี้

#15 By oatato on 2008-10-15 22:13

อ่านมาจนจบ นี่หนังสารคดีนี่นา ทำไมทำให้รู้สีกเหมือนหนังสยองขวัญไปได้ sad smile

#14 By PatSonic|Com (125.25.88.140) on 2008-10-15 20:17

น่าดูมากๆครับ
และรู้สึกสงสารคนที่ต้องโดนล้างสมองแบบนี้เสมอ Hot!

#13 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-10-15 19:56

เขียนแต่ในทางลบ มีแต่ว่าๆศาสนา
ทำไมไม่คิดบวก มองอีกทางล่ะจ๊ะ
มีความสามัคคีกันดีออก
กับบางคนเป็นพุทธแต่เหมือนไม่ใช่
แม้แต่วัดก็ไม่ไป
ศีลห้าก็ยังทำไม่ได้
แล้วยังจะบอกว่าตนเป็นพุทธ อย่างนั้นอย่างนี้

#12 By หหหห (222.123.28.164) on 2008-10-15 10:12

หาหนังเรื่องนี้ด้วยวิธีถูกกฏหมายคงยากหน่อย ก็โชคดีละกันครับ ^_^

#11 By Repentant on 2008-08-27 11:09

เนื้อเรื่องน่าสนใจ

ไว้จะลองหามาดูประดับความรู้ซะหน่อย

#10 By Aqua on 2008-08-26 22:05

น่ากลัวมากค่ะsad smile

#9 By KusaYoshi on 2008-08-26 14:38

อ่านแล้วแอบเหวอกับแนวความคิดสุดโต่ง

#8 By petiteparty on 2008-08-26 12:35

1. น่าสนใจแต่ไม่ฉาย ต้องหวังพึ่งใบบุญโรงอินดี้ทั้งหลายเอาละครับ
2. แหะๆๆ ก็สารคดีนี่ครับ
3. มาผสมกันได้พอดีละครับ อันนี้ก็เอาอีกมุมมาให้เห็นว่า Clash น่ะมันไม่ได้มีด้านเดียว
4. ของเราไม่ถึงขั้นนั้น(มั้ง)ครับ
5. ผมยังขนลุกอยุ่เลยครับท่านแชมป์
6. อื้มม ก็คนเขาเพี้ยนอ่ะนา

#7 By Repentant on 2008-08-25 12:46

แหม
แฮร์รี่มันก็แค่นิยายเองนะเจ๊ confused smile confused smile

"วิทยาศาสตร์ไม่เคยพิสูจน์อะไรได้"
"โลกจะร้อนได้ยังไงในเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 0.6 องศาเท่านั้น"
"โลกนี้มีคนเพียงสองแบบ คือรักพระเยซูกับไม่รักพระองค์"


อื้มนะ sad smile sad smile

#6 By Bluemoon on 2008-08-25 12:41

น่ากลัวมากครับ
คิดถึงค่ายปฏิบัติธรรมตามโรงเรียนชะมัดเลย
เหอๆๆๆ กฎหมายคริสต์
ตรงกับเอนทรี่เก่าเราเลยแฮะ แต่อันนั้นคนละศาสนา

เหอๆๆๆ


= ="
ทำไมเราไม่ค่อยเชื่อพระเจ้าวะ?????

#3 By ฉันคือรั้ว on 2008-08-24 23:44

อือออ

ตลกค่ะ

อาจจะเพราะว่าแกรดราฟไ่ได้เป็นเกย์จริงๆก็ได้นะค่ะ(หัวเราะ)

ชอบจับค่ะ แอบอยากดูนิดๆ

แต่ไม่ชอบที่เนื้อมันซีเรียสชะมัด
cry

#2 By † Hotaru™ † on 2008-08-24 22:40

น่าสนใจอย่างสูง

#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-08-24 22:38