หากท่านมีประสบการณ์ถกเถียงเรื่องทฤษฏีวิวัฒนาการมานานสักหน่อยอย่างผม ก็จะเริ่มจับไต๋เกี่ยวกับคำค้านของคนกลุ่มนี้ได้ ว่ามันมักจะเป็นศัพท์เทคนิกที่ฟังดูดีอย่าง Cambrian explosion ซึ่งเขาบอกว่าเป็นหลักฐานฟอสซิลที่แสดงว่าสิ่งมีชีวิตรูปแบบปัจจุบันขึ้นพร้อมกันอย่างกะทันหันและไม่มีบรรพบุรุษมาก่อน หรือ Irreducible Complexity ที่บอกว่า อวัยวะอย่างตาหรือแฟลกเจลลัมแบคทีเรียนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะวิวัฒนาการเองได้เพราะถ้าขาดส่วนประกอบเพียงชิ้นเดียวทุกอย่างก็จะไม่ทำงาน

 ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องพวกนี้ผมก็อึ้งทึ่งเสียวอยู่เหมือนกันละครับ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปก็ต้องขอบคุณท่านๆเหล่านั้นที่ยกเรื่องเหล่านั้นมาพูดเพราะมันทำให้ผมสนใจและศึกษาวิวัฒนาการมากขึ้น จนพบว่าทุกประเด็นที่เขาเอามาอ้างนั้นโดนล้มล้างไปแล้ว แถมบางอันยังเก่าแก่เป็นสิบปีแทบจะเป็นฟอสซิลเสียเองด้วย

กระนั้นคนเหล่านี้ก็ยังติดยึดข้ออ้างเก่าแถมบอกด้วยว่าปัจจุบัน "นักวิทยาศาสตร์" ได้ตั้งข้อสงสัยกับวิวัฒนาการมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม "นักวิทยาศาสตร์" กว่า 700 คนลงชื่อต่อต้านทฤษฏีดาร์วินเสียด้วยนะ (เรื่องรายชื่อนี่ก็มีตลกโอละพ่อเหมือนกัน ไว้ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังครับ)

ฟังแล้วเลยยิ่งสงสัยว่า  "นักวิทยาศาสตร์" พวกนี้เป็นใคร ค้นคว้าอะไรใหม่ๆออกมาได้บ้าง ทำไมอ่านกี่ paper ก็ไม่ยักจะเห็นหว่า?

วันนี้การท่องบล็อกและอากู๋กูเกิลช่วยให้คำตอบผมได้แล้วครับ

ดอกเตอร์ Jason Rosenhouse (http://scienceblogs.com/evolutionblog/2008/08/report_on_the_sixth_internatio_1.php) ท่านเป็น ศจ คณิตศาสตร์อยู่ Kansas state Universityและสนใจการปะทะระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ในสงครามมีมส์เช่นเดียวกับผม แต่ท่านมีความกล้าหาญและความชาญฉลาดมากกว่าผู้เขียนซึ่งเรียนป โทคนนี้มาก Dr. Jason (ไม่ใช่ศุกร์ 13)ถึงขั้นเดินทางลงทุนไปงาน 2008 International Conference on Creationism ที่รวบรวมกลุ่มต่อต้านวิวัฒนาการชั้นนำจากทั่วโลก (ปากบอกว่านานาชาติ แต่กว่าค่อนคงมาจากอเมริกาแถบ Bible belt ละครับ = =') มาเสนอรายงานการค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฏีพระเจ้าสร้างโลก ซึ่งมันจะลึกล้ำเหนือคำบรรยายขนาดไหนนั้น ภาพถ่ายของ Dr. Jason ช่วยสรุปได้สั้นๆประมาณภาพเดียวแทนคำพูดได้หมื่นคำ

 

อะแฮ่ม...ขอพากษ์เสียงโดยตงฟายปุ๊ป้าย

 

ข้อแรกเลย องค์กรของเราอยู่ในสภาพย่ำแย่ ไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน(นะยะ) สมาชิกพรรคต่างแตกแยกชิงดีชิงเด่นอยากเป็นเจ้ายุทธจักร (เราชาวไทยอาจเจอคำค้านต่อทฤษฏีวิวัฒนาการโดยรวม แต่จริงๆแล้วทฤษฏีพระเจ้าสร้างโลกน่ะกระจายมีมส์เป็นหลายสายมาก วันหลังจะเอามาเล่าให้ฟังขอรับ)

เรามีเครือขข่ายองค์กรอยู่ทั่วต้าซ้อง แต่ใครเป็นใครเรากลับไม่ค่อยจะรู้จัก พวกโกงภาษีโดนราชสำนึก FBI โยนเข้าคุกก็มี

มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีก็ต่างกันมาก วันก่อนเพิ่งมีข่าว "นักวิทยาศาสตร์" ร่วมสำนักหลงซื้้อปูนปลาสเตอร์ที่มีรอยเท้าไดโนเสาร์เดินคู่กับคนจากจอมต้นตุ๋นแล้วป่าวประกาศว่ามันเป็นหลักฐานพิสูจน์อายุโลกว่าอยู่มาไม่กี่พันปี

ทฤษฏีใช้ภายในสำนัก เรายังตกลงกันเองไม่ได้เลย = ='

แล้วทางวิทยาศาสตร์ล่ะ เราค้นคว้าวรยุทธิ์กันได้แค่ไหนแล้ว?

 เรายังไม่มีโมเดลเกี่ยวกับเอกภพตามแนวคิดพระเจ้าสร้างโลก โลกเกิดยังไง เส้นทางพัฒนาการชีวิตเป็นไปยังไงก็ตอบไม่ได้

เรายังอธิบายเรื่องฟอสซิลในมุมมองของพระคัมภีร์ไมได้ ว่าตรงไหนเกิดก่อนน้ำท่วมโลก ตรงไหนหลัง

เรายังไม่เข้าใจวิธีการหาอายุตามหลักธรณีวิทยาเลย

พูดง่ายๆเราไม่รู้อะไรสักอย่าง แต่เราขอเรียกตัวเองว่านักวิทยาศาสตร์ และเราก็ไม่เห็นด้วยกับทฤษฏีวิวัฒนาการจากการอ่านคัมภีร์

ตงฟางขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้แล

ไม่ใช่แค่นั้นนะครับ ผลการทดลองที่เอามาแสดงในงานบางอย่างบ้าบวมจนเรียกได้ว่าหนังสือคุณไสยบ้านเรายังอายเลยล่ะ เช่นว่าผักผลไม้คือสิ่งพิสูจน์การสร้างโลกที่พระเจ้าได้สร้างทุกอย่างมาเพื่อรับใช้มนุษย์ แครอทพอหั่นแล้วจะรูปร่างเหมือนตาเพราะมี Vitamin A, มะเขือเทศสีแดงเหมือนหัวใจแถมมีสี่ส่วนเพราะว่ากินแล้วจะทำให้หัวใจแข็งแรง มะกอกหน้าตาเหมือนรังไข่เพราะทานแล้วจะช่วยสุขภาพสตรีได้เหมือนยาเบนโล

ก็ว่ากันไปนะ

 อย่างที่เห็นละครับ คนพวกนี้ไม่สนใจทำการค้นคว้าทดลองในแนวทางของวิทยาศาสตร์หรอก ที่เขาต้องการคือพูดให้คนที่อยากเชื่ออยู่แล้วเชื่อ ขอเพียงใส่ศัพท์แสงวิทยาศาสตร์นิดหน่อยให้ผู้ฟังรู้สึกว่าศรัทธาของเขาได้รับการทางวิชาการยืนยันแล้วเท่านั้นเอง

การอิงกับศรัทธามักทำให้คนเราหาเหตุผลเพี้ยนๆหลายอย่างมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ซึ่งตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมสนใจแนวรบด้านนี้ของสงครามวัฒนธรรมมาก มีมส์ทางสังคมประเภทนี้กำลังระบาดในหลายส่วนของอเมริกาและนั่นก็ทำให้มันลามมาถึงไทยด้วย พวกเขามีสื่อเป็นทั้ง การ์ดเกม หนังสือ ดารา แต่แดนสารขัณฑ์ยังไม่ค่อยจะมีอะไรเป็นภูมิคุ้มกันสักเท่าไหร่เลย

ในโลกที่มนุษย์หลายล้านอ้างการฆ่าและเกลียดชังด้วยเหตุผลเพียงแค่ศรัทธา เราต้องการผู้มีเหตุผล ตรรกะมาคานสมดุลโลกให้มากกว่านี้ เหมือนที่ผมอ้างคำท่านวอลแตร์ในปฐมบล็อกนั่นแล

"Anyone who has the power to make you believe absurdities has the power to make you commit atrocitices."

"ใครที่ทำให้ท่านเชื่อเรื่องเหลื่อเชื่อไร้สาระได้ ก็สามารถสั่งให้ท่านทำสิ่งโหดร้ายเกินประมาณได้เช่นกัน"

Comment

Comment:

Tweet

พูดถึงภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม(อยา่งที่อาจารย์นิธิ เคยเขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อหลายปีก่อน) มันเป็นอะไรที่พูดยากมากๆ สำหรับเมืองสารขันฑ์.... พูดแล้วยาว ขอคิดก่อนangry smile

#9 By Eddalion on 2008-08-21 01:56

แม่จ้าว ....

ชอบ......Hot!

#8 By ฉันคือรั้ว on 2008-08-21 00:35

ทำมต้องตงฟาง? อืมมม เพราะวิชาของตงฟางเนี่ย จะสำเร็จได้มันต้องเสียสิ่งสำคัญของตัวเองก่อนละมั้งครับ

สำหรับตงฟางก็คือต้องตัด... ส่วนคนพวกนี้ก็ต้องทำลายต่อมความคิดและเหตุผลในสมองเหมือนกัน อิอิ

#7 By Repentant on 2008-08-20 21:08

ทำไมต้อง ตกฟาง sad smile Hot!

#6 By herenoi on 2008-08-20 20:54

Hot! Hot!

ฮาเสียงภาคconfused smile ว่าแต่แน่ใจนะว่าแบบนี้มันก้าวหน้าsad smile
ความก้าวหน้าของนักวิทยาศาสตร์ (?) กลุ่มนี้
ผมว่าดูคล้ายๆ กับการประกาศชัยชนะ (?) ของคนบางกลุ่ม
ที่เน้นความเชื่อ, พูดในสิ่งที่คนอยากฟัง, มากกว่าข้อเท็จจริงเลยครับ

#4 By chubby on 2008-08-20 13:42

เดี๋ยวนะครับ...

แล้วนี่มันจะเรียกว่า "ความก้าวหน้า"ของทฤษฎีพระเจ้าสร้างโลกได้ยังไงล่ะนั่น?

ก็มันไม่เห็นจะก้าวหน้าตรงไหนเลยนี่หว่า! sad smile

ตรึ่งโป๊ะ Hot!
Hot! เขียนได้เยี่ยมค่ะ big smile วิทยาศาสตร์กับความเชื่อและการพิสูจน์....ไม่จบง่ายๆหรอกเนอะsad smile confused smile

#2 By (^_^)/nana on 2008-08-20 12:53

confused smile คุณรีเพนเขียนอะไร วิทยาศาสตร์ วิทยาศาตร์สุดๆไปเลยนะเนี่ย เล่นเอาอ่านแล้วรู้สึกว่า อืมสาระโคตรๆ เป็นรูปแบบความรู้ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนับสนุนหรือสนใจกันสักเท่าไหร่ แต่ตามความเห็นผม อ่านแล้วดีมากเลย อย่างไรก็ตามพึ่งได้ค้นพบบล๊อกของคุณรีเพนตอนนี้แล้ว
เดี๋ยวจะไล่อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะมาคอมเมนท์อีกหนอ

#1 By Pongwut Rujirachakorn on 2008-08-20 12:34